วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

หัวผักกาด (หัวไช้เท้า) แก้ปวดหัว

ผักกาดหัว (ไช้เท้า) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า raphanus sativus subsp. longipinnatus วงศ์ brassicaceae ชาวญี่ปุ่นนิยมนำหัวไช้เท้าดิบมาขูดฝอยลงในซีอิ๊ว ใช้เป็นน้ำจิ้ม เพราะเชื่อว่าช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้ดี...
ส่วนชาวจีนนิยมแปรรูปเป็นหัวไช้โป๊เก็บไว้กินตลอดปี แพทย์แผนจีนจัดหัวไช้เท้าอยู่ในกลุ่มหยาง คือเป็นอาหารร้อน ห้ามกินเวลามีไข้ ส่วนตำรายาพื้นบ้านของอินเดีย ระบุว่า การกินหัวไช้เท้าช่วยให้นอนหลับและแก้โรคประสาทได้
ด้านชุดตำรายาล้ำค่าของหมอโฮจุน ที่องค์การยูเนสโกคัดเลือกให้เป็นมรกดความทรงจำแห่งโลก ระบุว่า หัวไช้เท้า ส่วนที่นำมาทำเป็นยาได้ ก็คือส่วนหัว มีรสชาติหวานและเผ็ด มีฤทธิ์เย็นเล็กน้อย ดีต่อลมปราณปอดและลมปราณกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ลดความดัน ละลายเสมหะ และถอนพิษ
สารสกัดจากหัวไช้เท้าช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย บรรเทาโรคบิด เลือดกำเดาไหล ปวดศีรษะ มีเสมหะ ไอ อาหารไม่ย่อย ส่วนการดื่มน้ำหัวไช้เท้าสกัดสดๆ วันละ 30-90 มก. หรือจะต้มแล้วดื่มน้ำก็ได้ หรือนำหัวไช้เท้าตากแห้งมาต้มดื่มวันละ 10-30 กรัม ก็จะได้ผลดีเช่นกัน
เมล็ดหัวไช้เท้าแก้อาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว ปวดท้อง และหากนำเมล็ดหัวไช้เท้ามาต้มหรือบดเป็นผง กินวันละ 6-12 กรัม จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี
ถ้าอาหารไม่ย่อย ท้องเสีย มีอาการไอ หรืออยากขับเสมหะ ให้นำหัวไช้เท้าหั่นละเอียด 300 กรัม และข้าวสวย 80 กรัม ต้มรวมกันจนเละเป็นโจ๊ก กินร้อนๆ เป็นอาหารเช้าและเย็น อาการจะดีขึ้น สำหรับในผู้สูงอายุที่มีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง แน่นหน้าอก ไอ และมีเสมหะเยอะ ก็กินได้เหมือนกัน
โดยหัวไช้เท้าจะช่วยแก้อาการจุกและแน่นหน้าอก ความอยากอาหารลดลง แม้ยังไม่ได้กินอะไร รวมทั้งบรรเทาโรคเบาหวานในผู้สูงอายุด้วย ข้อควรระวังก็คือหากไม่มีอาการเจ็บป่วย ห้ามกินเมล็ดหัวไช้เท้า และห้ามใช้คู่กับโสมคน (เหรินเซิน)

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น