วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

“บร็อคโคลี่” ผักดีมีประโยชน์

สารพัดประโยชน์ ในบร็อคโคลี่ ผักดี ๆ ที่หาทานได้ไม่ยาก บร็อคโคลี่ ชื่อภาษาอังกฤษ Broccoli หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Brassica oleracea var. italica จัดอยู่ในตระกูล Cruciferae ซึ่งมีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในทางตอนใต้ของยุโรป แถว ๆ ประเทศอิตาลี และภายหลังได้มีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย โดยแหล่งที่ปลูกบร็อคโคลี่มากที่สุดในบ้านเราก็คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ กาญจนบุรี และกรุงเทพฯ

 ต้นบร็อคโคลี่ มีลักษณะเป็นทรงพุ่มใหญ่เก้งก้าง ลำต้นใหญ่และอวบ ลักษณะของดอกมีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 16 เซนติเมตร จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มช่อหนาแน่นมีสีเขียวเข้ม ส่วนลักษณะของใบจะกว้างมีสีเขียวเข้มออกเทา ริมขอบใบหยัก ตามปกติแล้วเราจะนิยมบริโภคในส่วนที่เป็นดอกและในส่วนของลำต้นจะนิยมรองลงมา แต่คุณค่าทางอาหารกลับมีอยู่มากในส่วนของลำต้น ดังนั้นการรับประทานทั้งสองส่วน ร่างกายก็จะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดนั่นเองจากการศึกษาวิจัยของมหาลัยอิลลินอยส์พบว่าการรับประทานบร็อคโคลี่ โดยเฉพาะหน่อหรือต้นอ่อนของบร็อคโคลี่นั่น เมื่อรับประทานร่วมกับ ต้นอ่อนของบร็อคโคลี่จะช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ! เนื่องจากในหน่อหรือต้นอ่อนบร็อคโคลี่นั้นมีเอนไซม์ไมโรซิเนส (Myrosinase) จะมีปริมาณมากกว่าต้นบร็อคโคลี่ที่โตแล้ว ซึ่งการรับประทานบร็อคโคลี่เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจะต้องไม่ผ่านกรรมวิธีการปรุงอาหารที่มีระยะเวลานานจนเกินไป เพราะจะไปทำลายเอนไซม์ไมโรซิเนสและซัลโฟราเฟนได้

          บร็อคโคลี่เป็นผักที่รสชาติหวานกรอบ สามารถรับประทานสดได้ หรือจะนำมาประกอบอาหาร ก็ได้หลากหลายเมนู อีกทั้งบร็อคโคลี่ยังมีคุณค่าทางสารอาหารที่สูงด้วย เพราะอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เบต้าแคโรทีน วิตามิน C และสารอาหารอื่นๆอีกมากมาย รวมไปถึงสารเคมีทางธรรมชาติที่มีชื่อว่า ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) และสารอินดอล (indole) ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยต่อต้านมะเร็ง และการรับประทานบร็อคโคลี่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1/2 ถ้วย ก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพอย่างมาก

          การเลือกซื้อบร็อคโคลี่นั้น จะต้องซื้อที่มีดอกแน่น กระชับ มีสีเขียวเข้ม ก้านต้องแข็งแรงเหนียวนุ่ม ไม่ควรเลือกซื้อบร็อคโคลี่ที่มีดอกสีเหลือง มีใบเหี่ยวเฉา และมีก้านใบแข็งหรือหนาจนเกินไป

ประโยชน์ของบร็อคโคลี่
1. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
2. ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง ช่วยชะลอผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่น ทำให้ดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา (ซีลีเนียม)
3. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก
4. ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน เรื่องจากบร็อคโคลี่เป็นผักที่มีแคลเซียมสูง
5. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยสามารถ
6. ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่จะเข้าไปทำลายเซลล์และทำลาย DNA ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
7. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก
8. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
9. ผักในตระกูลกะหล่ำ มีความสัมพันธ์กับการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองได้ (Strokes)
10. ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
11. ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรงยิ่งขึ้น
12. ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคปอดร้ายแรง จากงานวิจัยของ ดร.ชีแอม บิสวัล (วิทยาลัยแพทยศาสตร์จอห์นส ฮอฟกินส์ USA) พบว่าสารในบร็อคโคลี่อาจช่วยยับยั้งการทำลายที่นำไปสู่ไปการเป็นโรคปอดร้ายแรง หรือที่เรียกว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้ (Chronic Obsructive Pulmonary Disease หรือ COPD) โดยโรค COPD มักมีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ โดยสารซัลโฟราเฟนในบร็อคโคลี่จะช่วยส่งเสริมให้ยีน NRF2 ในเซลล์ปอดเกิดกิจกรรมเพิ่มขึ้น จึงช่วยป้องกันเซลล์ดังกล่าวไม่ให้ถูกทำลายจากสารพิษต่างๆในกลุ่มผู้สูบบุหรี่ได้ และผู้ป่วย COPD ระยะก้าวหน้าจะมีการทำกิจกรรมกับยีน NRF2 ในระดับต่ำกว่ากลุ่มอื่น โดยยีนดังกล่าวจะทำหน้าที่เปิดให้กลไกหลายอย่างเพื่อขับพิษและสารก่อพิษต่างๆทำงาน เพื่อไม่ให้สารพิษทำลายเซลล์ปอด
13. ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน
14. สารซัลโฟราเฟนสามารถช่วยป้องกันการทำลายของหลอดเลือดที่เกิดจากโรคเบาหวานได้มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
15. ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยคิง คอลเลจ ลอนดอน ระบุว่ามีเพียงผักผลไม้ 5 ชนิดเท่านั้นที่มีารประกอบที่ทำหน้าที่คล้ายยาที่ใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งได้แก่ บร็อคโคลี่ ส้ม แอปเปิ้ล หัวไชเท้า และมันฝรั่ง โดยบร็อคโคลี่นั้นเป็นผักที่มีสารดังกล่าวมากที่สุด
16. ช่วยป้องกันความผิดปกติของเด็กแรกเกิด
17. ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันเนื่องจากบร็อคโคลี่มีวิตามินซีที่สูงมาก
18. บร็อคโคลี่มีส่วนช่วยลดความถี่ของอาการไมเกรนลง เนื่องจากเป็นผักที่มีแมกนีเซียมสูง
19. สารซัลโฟราเฟนในบร็อคโคลี่ เป็นตัวช่วยทำให้ตับขับสารพิษในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบร็อคโคลี่ต้นอ่อนที่มีอายุเพียง 3 วัน
20. ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก
21. บร็อคโคลี่มีสารเคอร์เซทิน (Quercetin) ซึ่งเป็นตัวช่วยเพิ่มความอึด แรงดี ออกกำลังได้นานขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหอบหืด ภูมิแพ้ มะเร็ง โรคหัวใจได้อีกด้วย
22. การรับประทานบร็อคโคลี่จะช่วยป้องกันและลดการลุกลามของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีแนวโน้มการแข่งตัวอย่างรวดเร็ว (งานวิจัยของคุณหมอ Steven Schwartz มหาวิทยาลัย Ohio State University เมือง Columbus)
23. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขข้อ
24. บร็อกโคลี่มีโฟเลตสูง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในระยะเริ่มแรก เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการพิการทางสมองของเด็กทารก

อาหารแสลง ต้องห้าม 10 โรค

เรามักได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูดถึงข้อห้ามมากมายเกี่ยวกับการกินและข้อควรปฏิบัติ เช่น คนที่ร้อนในง่ายห้ามกินของร้อน (คุณสมบัติหยาง) ของทอดๆ มันๆ ของเผ็ด โดยมีการยกตัวอย่างมาดังนี้
กินทุเรียนแล้วห้ามกินเหล้า
กินทุเรียนแล้วควรกินมังคุดหรือกินน้ำเกลือตาม
กินลำไยมากระวังตาจะแฉะ
เวลาเริ่มเป็นหวัด เจ็บคอ ควรกินพวกยาขม
เวลาร้อนใน ให้กินน้ำจับเลี้ยง หรือกินน้ำเก๊กฮวย
หญิงปวดประจำเดือนห้ามกินของเย็น (ลักษณะยิน) เช่น แตงโม น้ำมะพร้าว
คนที่กินยาบำรุงจีน ห้ามกินผักกาดขาว หัวไชเท่า ฯลฯ เพราะจะล้างยา (ทำให้ฤทธิ์ของยาน้อยลง) ฯลฯ

คำกล่าวเหล่านี้ก็มีในทัศนะทางการแพทย์แผนจีนมาจากพื้นฐานที่ว่า “อาหารคือยา อาหารและยามีแหล่งที่มาเดียวกัน” การเลือกกินอาหารให้เหมาะสมเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ต้องประยุกต์เปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับภาวะที่เป็นจริงของบุคคล เงื่อนไขของเวลา และสภาพภูมิประเทศ (สิ่งแวดล้อม) จึงจะเกิดผลที่ดีต่อสุขภาพ

          ในแง่ของคนไข้ การเลือกกินอาหารให้เหมาะสม จะทำให้โรคร้ายทุเลาลง ช่วยเสริมการรักษาและฟื้นฟูร่างกาย ในทางกลับกันการเลือกอาหารไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ย่อมทำให้โรคร้ายรุนแรง กำเริบและบั่นทอนสุขภาพมากขึ้น

  อาหารแสลงหรืออาการต้องห้าม ในความหมายที่กว้าง หมายถึง
1.การกินอาหารที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ก็เกิดโทษ
2.การกินอาหารชนิดเดียวกัน ซ้ำซาก ก็เกิดโทษ
3.การกินอาหารที่ไม่สอดคล้องกับภาวะร่างกายในยามปกติ (ลักษณะธาตุของแต่ละบุคคล)
4.การกินอาหารที่ไม่สอดคล้องกับภาวะเจ็บไข้ได้ป่วย หรือในขณะที่เป็นโรค
5.การกินอาหารที่ไม่สอดคล้องกับยาสมุนไพรที่ใช้รักษาในขณะเป็นโรค
การกินอาหารมากไป หรือน้อยไป และการกินอาหารชนิดเดียวกันอย่างซ้ำซากได้กล่าวมาแล้วในครั้งก่อน ที่จะกล่าวต่อไป คือ หลักการหลีกเลี่ยงอาหารในขณะเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคต่างๆ หรือภายหลังการฟื้นจากการเจ็บป่วย

 อาหารกับโรค
          1.คนที่เป็นไข้หวัด ไข้สูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่สุก อาหารที่เย็นมาก หรืออาหารทอด อาหารมัน ซึ่งล้วนแต่ทำให้ย่อยยาก ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมือน “อาหารเชื้อเพลิง” หรือการเติมน้ำมันเข้าไปในกองไฟ

          2.คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ กระเพาะอาหารเป็นแผล หรือระบบการย่อยไม่ดี ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดการสะสมความร้อนในร่างกายทำให้โรคหายยาก แนะนำให้กินอาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง กินอาหารตามเวลา และเป็นอาหารอ่อนย่อยง่าย

          3.คนที่เป็นโรคความดันเลือดสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาหลอดเลือดแข็งตัว (ตามภาวะความเสื่อมของร่างกาย) ทำให้หลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีคลอเลสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ตับ สมอง ถั่ว น้ำมันหมู ไขกระดูก ไข่ปลา โกโก้ น้ำมันเนย รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกาย(ความชื้นมีผลให้เกิดความหนืดของการไหลเวียนต่อร่างกายทุกระบบ ความร้อนทำให้ภาวะร่างกายถูกกระตุ้น ทำให้ความดันสูง) นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด (ฤทธิ์กระตุ้น) หรืออาหารหวานมาก เช่น ลำไย ขนุน ทุเรียน ฯลฯ (คุณสมบัติร้อน) เราคงได้ยินบ่อยๆว่า มีคนที่เป็นโรคความดันสูง แล้วไปกินทุเรียนร่วมกับเหล้า แล้วหมดสติ เสียชีวิต จากภาวะเส้นเลือดในสมองแตกก็สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลดังกล่าว

          4.คนที่เป็นโรคตับหรือโรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี ควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอดๆ มันๆ อาหารหวานจัด เพราะแผนแพทย์จีนถือว่าตับ ถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหาร ซึ่งเป็นระบบพื้นฐานของการรับสารอาหารเพื่อบำรุงเลี้ยงร่างกาย ให้เกิดเลือด พลัง การได้อาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไปจะทำให้เกิดความร้อนความชื้น ทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอ ซึ่งจะทำให้เกิดโทษต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง

         5.คนที่เป็นโรคหัวใจ โรคไต หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด เพราะรสเค็มทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดจะช้า เป็นภาระต่อหัวใจในการทำงานหนักเพิ่มขึ้น ทำให้ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้น ขณะเดียวกัน อาหารที่มีรสเผ็ดก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนทำให้ต้องสูญพลังงานมาก และหัวใจก็ต้องทำงานหนักขึ้น โดยสรุปคือ ต้องลดการทำงานของหัวใจและไต โดยไม่เพิ่มปัจจัยต่างๆที่เป็นโทษเข้าไป

          6.คนที่เป็นโรคเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน หรืออาหารประเภทแป้งที่มีแคลอรีสูง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ฯลฯ แนะนำอาหารพวกถั่ว เช่น เต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด ฯลฯ

          7.คนที่นอนหลับไม่สนิท ควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกชา กาแฟ หรือการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะเวลาก่อนนอน เพราอาหารเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอน หรือทำให้หลับไม่สนิท

          8.คนที่เป็นโรคริดสีดวงทวารหรือท้องผูก ต้องหลีกเลี่ยงอาหารประเภท กระเทียม หอม ขิงสด พริกไทย พริก ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้มีความร้อนในตัวสะสมมาก ทำให้ท้องผูก ทำให้เส้นเลือดแตกและอาการริดสีดวงทวารกำเริบ

          9.คนที่มีอาการลมพิษ ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง หรือเป็นโรคหอบหืด ควรเลี่ยงเนื้อแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ ผลิตภัณฑ์นมหรือสิ่งกระตุ้นอื่นๆ รวมทั้งรสเผ็ด เพราะสารเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นและทำให้มีอาการผื่น ผิวหนังกำเริบ

10.คนที่เป็นสิว หรือมีการอักเสบของต่อมไขมัน ควรงดอาหารเผ็ดและอาหารมัน เพราะทำให้สะสมความร้อนชื้นของกระเพาะอาหาร ม้าม มีผลต่อความร้อนชื้นไปอุดตันพลังของปอด (ควบคุมผิวหนัง ขนตามร่างกาย) ทำให้เกิดสิว

          หลักการทั่วไป ต้องหลีกเลี่ยงอาหารดิบๆ สุกๆ มีคุณสมบัติที่เย็นมาก ขณะเดียวกันอาหารที่ผ่านกระบวนการมาก อาหารที่ย่อยยาก อาหารทอดมันๆ อาหารรสเผ็ดจัด เหล้า บุหรี่ ฯลฯ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงภาวะเจ็บป่วยหรือขณะพักฟื้น เป็นภาวะระบบการย่อยดูดซึม (กระเพาะอาหารและม้าม) ทำงานไม่ดี การได้อาหารที่เย็นหรือย่อยยากจะทำให้การย่อย การดูดซึมมีปัญหามากขึ้น ทำให้ขาดสารอาหารมาบำรุงเลี้ยงร่างกาย และต้องสูญเสียพลังเพิ่มขึ้นในการทำงานของระบบย่อย อาหารเผ็ด เหล้า และบุหรี่ มีฤทธิ์กระตุ้นและเพิ่มความร้อนในร่างกายทำให้มีการใช้พลังงานมากโดยไม่จำเป็น

          อาหารแสลงในทัศนะแพทย์แผนจีน คือ อาหารที่ไม่เย็น (ยิน) หรืออาหารที่ไม่ร้อน (หยาง) จนเกินไป กล่าวคือต้องไม่ดิบ (ต้องทำให้สุก) และต้องไม่ผ่านกระบวนการที่ทำให้เกิดคุณสมบัติร้อนมากเกินไป (ทอด ย่าง ปิ้ง เจียว ผัด) เพราะสุดขั้วทั้งสองด้านก็ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย

          อาหารดิบ ไม่สุก
          ทำให้ระบบย่อยทำงานหนัก ทำให้เสียสมรรถภาพการย่อยดูดซึมอาหารตกค้าง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องอืด ขาดสารอาหาร

          อาหารร้อนเกินไป
          ทำให้ระบบย่อยทำงานหนัก มีความร้อนความชื้นสะสม เกิดความร้อนใน ร่างกายมากเกินไป ไปกระทบกระเทือนอวัยวะอื่นๆ เช่น กระทบปอด ลำไส้ ทำให้ท้องผูก เจ็บคอ ปากเป็นแผล กระทบตับ ทำให้ความดันสูง ตาแฉะ อารมณ์หงุดหงิด กระทบไต ทำให้ปวดเมื่อยเอว ผมร่วง ฯลฯ

          อาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด
          จะได้สารและพลังจากธรรมชาติมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ความเห็นในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน แนะนำให้กินผักสด ผลไม้สด ซึ่งไม่น่าขัดแย้งกัน เพราะเทคนิคการทำอาหารของจีน ต้องไม่ให้ดิบ และสุกเกินไป เพื่อดูดซับสารและพลังจากธรรมชาติให้มากที่สุด ดิบเกินไปจะทำให้เกิดพิษจากอาหาร สุกเกินไปทำให้เสียคุณค่าอาหารทางธรรมชาติ การเลือกกินอาหารที่ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนและมีการปรุงแต่งที่มากเกินไปจะทำให้อาหารฮ่องเต้กลายเป็นอาหารชั้นเลวในแง่หลักโภชนาการ

          การเลือกอาหารให้สอดคล้องเหมาะสม ไม่ใช่สูตรตายตัว แต่ต้องยืดหยุ่นพลิกแพลง และปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาวะที่เป็นจริงของแต่ละบุคคล เวลา (เช่น ภาวะปกติ ภาวะป่วยไข้ กลางวัน กลางคืน ฤดูกาล) และสถานที่ (ภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อม) เพื่อให้เป็นธรรมชาติและยังประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ

ที่มา : มติชนออนไลน์

เคล็ดลับการกินทุเรียน ที่สุขภาพดี และไม่อ้วน

ทุเรียน ผลไม้ที่หลายต่อหลายคนชื่นชอบ แต่คุณผู้อ่านบางคนก็ยังมีความกังวลกับเรื่องน้ำหนักตัว ที่อาจเพิ่มตามปริมาณการกินทุเรียนได้ ผู้เขียนจึงขอแนะให้ผู้บริโภคทุเรียนมีความรู้วิธีการกินทุเรียนอย่างไรให้สุขภาพดี เนื่องจากทุเรียนได้รับการยอมรับว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ไทย เป็นผลไม้ที่มีความอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการ และได้รับความนิยมสูง อีกทั้งทุเรียนยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ถ้ากินในปริมาณที่พอดีและกินให้ถูกจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย มาอ่านกันว่ากินทุเรียนอย่างไรไม่ให้อ้วนและมีสุขภาพดี

ในเนื้อเหลืองอวบของทุเรียน ประกอบด้วย 3 อย่างหลัก คือ
          1. แป้ง จากเนื้อเหลืองแน่นที่กินแล้วหวานมันอร่อยลิ้น
          2. ไขมัน มีปนมาอยู่บ้างซึ่งมากกว่าพืชทั่วไป แต่การมีไขมันนี้ทำให้ทุเรียนมีวิตามินอีเยอะ
          3. วิตามินแร่ธาตุและกำมะถัน หรือซัลเฟอร์ โดยกำมะถันตัวนี้เองคือตัวร้อน เป็นผู้ร้ายที่ทำให้เกิดอาการร้อนในและกลิ่นไร้เทียมทาน

สรรพคุณของทุเรียน
          1. ช่วยฆ่าเชื้อ จากกำมะถันในเนื้อเป็นเสมือนยาปฏิชีวนะอ่อนๆ
          2. ช่วยเผาผลาญ จากความร้อนของกำมะถันและน้ำตาลในเนื้อ
          3. ช่วยระบาย จากกากที่เป็นเส้นใยยุ่บยั่บในเนื้อ
          นอกจากนี้ทุเรียนยังมีฤทธิ์ไล่พยาธิได้ ด้วยกำมะถันที่รุ่มร้อนทำให้ลำไส้ไม่เป็นบ้านแสนสุขของพยาธิอีกต่อไป อีกทั้งกากใยในเนื้อที่ช่วยขัดล้างลำไส้ด้วย
ดังนั้น การกินทุเรียนเพื่อสุขภาพ ควรกินครั้งละไม่เกิน 2 เม็ด ขนาดกลาง น้ำหนักเฉพาะเนื้อประมาณ 100 กรัม จะให้พลังงานสูงถึง 187 กิโลแคลอรี ให้ไขมัน 4.1 กรัม โปรตีน 2.5 กรัม และให้แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามินเอ ประมาณ 18 มิลลิกรัม 36 มิลลิกรัม 1 มิลลิกรัม และ 22 มิลลิกรัม.ตามลำดับ
          ถ้าหากกินครั้งละ 2-3 พู เท่ากับ 4-6 เม็ด หรือเกือบครึ่งลูก ก็จะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานจากความหวานของทุเรียนมากเกินไปถึงประมาณ 400 กิโลแคลอรี ซึ่งพอ ๆ กับกินข้าว 5 ทัพพี หรือกินน้ำอัดลมเกือบ 2 กระป๋อง หรือก๋วยเตี๋ยวหมู 1 ชาม
          สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ให้ระมัดระวังในการกินทุเรียน กินได้แต่ในปริมาณที่น้อยกว่าคนปกติ
          สิ่งที่ต้องระมัดระวังในการกินทุเรียน คือ ต้องไม่กินร่วมกับการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เพราะในทุเรียนมีสารกำมะถันหรือซัลเฟอร์อยู่มาก ซึ่งจะละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ ทำให้แอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือดได้เร็ว ทำให้เมาเร็วและเมาหนักขึ้น ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อระบบหายใจ เสี่ยงเสียชีวิตหรือเกิดอาการร้อนใน เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
          ส่วนความเชื่อที่ว่า กินทุเรียนแล้วให้กินมังคุดตามเพื่อแก้ร้อนใน ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดี แม้จะไม่มีงานวิจัยรองรับ แต่คิดว่าเป็นกุศโลบายของคนรุ่นเก่า ที่คิดว่าทุเรียนเป็นของร้อน แล้วให้กินมังคุดเป็นของเย็นแก้กัน และคงต้องการให้คนกินผลไม้ที่หลายหลากชนิดด้วย
          ดังนั้นสำหรับคนที่กินทุเรียนจนร้อนใน ควรกินอาหารธาตุเย็นที่มีฤทธิ์แก้ร้อนในตามลงไป ซึ่งมีให้เลือกมากมายตามความเหมาะสมและความชอบของคุณ เช่น
          - ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ บางคนชงน้ำเกลือเจือจางดื่มสักแก้วก็ดีขึ้นได้เช่นกัน
          - กินผักสดต่างๆ ให้มากขึ้น
          - กินผลไม้ที่มีน้ำเยอะ ประเภทแตงโม แตงล้าน หรือผลไม้รสเปรี้ยวหรือหวานอมเปรี้ยว เช่น ส้ม สับปะรด มะนาวให้มากขึ้น หลายคนนิยมกินมังคุดตามหลังกินทุเรียน
          - ดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรต่าง ๆ ที่มีฤทธิ์ช่วยแก้ร้อนใน เช่น น้ำเก๊กฮวย น้ำหล่อฮั่งก๊วย น้ำรากบัว น้ำมะนาว น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย เฉาก๊วย

          แนะนำเคล็ดในการกินทุเรียนให้ไม่อ้วน และสุขภาพดี
          1. เลือกทุเรียนห่ามจะดีเพราะมีน้ำตาลน้อย แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็กินทุเรียนสุก เนื่องจากงานวิจัยพบว่า ทุเรียนมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อเคอซิทิน ซึ่งเป็นตัวเดียวกับในหอมใหญ่และองุ่น ทั้งนี้พลังต้านอนุมูลอิสระของทุเรียนสุกจะมีมากกว่า มังคุด ลิ้นจี่ ฝรั่ง มะม่วง ตามลำดับ
          2. ถ้าจะกินเพื่อสุขภาพก็ให้กินได้ครั้งละไม่เกิน 2 พูต่อสัปดาห์ และถ้ามื้อไหนกินทุเรียน ก็ไม่ต้องกินข้าวมาก
          3. ทุเรียนน้ำกะทิควรหลีกเลี่ยง เพราะอุดมไปด้วยน้ำตาลทั้งจากทุเรียน ข้าวเหนียว และไขมันจากกะทิ และอาจทำให้เกิดอาการร้อนในได้ด้วย
          4. ขอให้กินทุเรียนกับผลไม้เนื้อเย็นน้ำเยอะ เช่น มังคุด ลองกอง แตงโมเพราะจะช่วยดับร้อนได้ดี


          ที่มา : เว็บไซต์สปริงนิวส์

เปลือกมังคุด คุณค่าอื้อ ต้านอักเสบ



จากการวิจัยพบว่าเปลือกด้านในของมังคุดเมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีพิเศษทางเคมีจะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระต้านการอักเสบ และสามารถสมานแผลรักษาเซลล์มะเร็งและฆ่าเชื้อก่อโรคทางเดินระบบหายใจร้ายแรงได้

     วันที่ 16 มิถุนายน  ที่อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.พิชญ์ ศุภผล อาจารย์วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  แถลงข่าว เรื่อง​ ผลิตภัณฑ์รักษาแผล ป้องกันเชื้อโรค ด้วยสารสกัดจากเปลือกมังคุด นวัตกรรมจากนักวิจัยจุฬาฯ ว่า จากการวิจัยพบว่าเปลือกด้านในของมังคุดเมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีพิเศษทางเคมีจะสามารถสกัดได้สารแซนโทนในปริมาณสูงโดยจะอยู่ในรูปแบบผงและผงของ สารแซนโทน (Xanthones ) จะสามารถเก็บได้นานประมาณ 2-3 ปี

       สำหรับสารแซนโทนนั้นมีสรรพคุณทางการแพทย์คือมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระต้านการอักเสบ และสามารถสมานแผลรักษาเซลล์มะเร็งและฆ่าเชื้อก่อโรคทางเดินระบบหายใจร้ายแรงได้ เช่น เชื้อวัณโรคชนิดดื้อยา เชื้อก่อโรคผิวหนังอักเสบและสิว และมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อไวรัส เช่น เอชไอวี    เป็นต้น

       ศ.พิชญ์ กล่าวอีกว่า  หลังจากได้สารสกัดจากเปลือกมังคุดก็จะนำสารดังกล่าวมาปรับปรุงด้วยกระบวนการทางเคมี เพื่อให้มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อก่อโรคร้ายแรงที่เพิ่มขึ้น และทำการตรึงโมเลกุลของสารแซนโทนให้ติดบนผิววัสดุการแพทย์หลายชนิด เช่น หน้ากากอนามัย  พลาสเตอร์ยา น้ำยาทาแผล และแผ่นปิดสิว เป็นต้น

       อย่างไรก็ตามจุดเด่นของผลิตภัณฑ์จากเปลือกมังคุดนั้นคือจะมีราคาถูกและมีประสิทธิภาพในการป้องกันและฆ่าเชื้อไวรัสรวมถึงยับยั้งการติดเชื้อต่างๆได้นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์จากเปลือกมังคุดนี้ยังถือเป็นครั้งแรกที่ทุกกระบวนการทั้งการวิจัย ผลิต และพัฒนา เป็นฝีมือของคนในประเทศไทย  

        “ปัจจุบันทางจุฬาฯได้มีการทำผลิตภัณฑ์จากเปลือกมังคุดที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ว่าสามารถใช้ได้จริงและมีวางจำหน่ายแล้วประมาณ6-7 กลุ่ม นอกจากนี้ผลงานการวิจัยดังกล่าวยังมีการพัฒนาไปทำเป็นแผ่นก็อซปิดแผลซึ่งเป็นแผ่นก็อซที่ปิดแผลสำหรับแผลที่มีขนาดค่อนข้างกว้างและใหญ่ซึ่งนำไปใช้เป็นเคสแรกแล้วที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โดยผู้ป่วยมีแผลไฟไหม้ และภาวะติดเชื้อดื้อยา ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 3 เดือนไม่สามารถกลับบ้านได้ แต่ภายหลังใช้แผ่นก็อซที่สกัดจากเปลือกมังคุด 12 วัน ก็สามารถกลับบ้านได้ จึงเป็นอีกทางเลือกในทางการแพทย์”

เคล็ดลับ การเลือกกินอาหาร "ต้านมะเร็ง"

เราควรจะเลือกรับประทานอาหารบางอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็ง หรือถ้าเป็นโรคมะเร็งแล้ว ควรจะเลือกบริโภคอาหารอะไรเพื่อช่วยควบคุมโรค คำถามเหล่านี้ เป็นคำถามที่ผู้ป่วยจำนวนมากในปัจจุบันถามต่อแพทย์ผู้รักษา โดยหวังว่า แพทย์สามารถให้คำตอบได้ว่า ควรจะรับประทานอาหารอย่างไรเพื่อให้ผลการรักษาได้ผลดีที่สุด

          นายแพทย์เอกภพ สิระชัยนันท์ หน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ปัจจุบัน มีข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับผลของการรับประทานอาหารกับต่อโรคมะเร็งอยู่พอสมควร มักพบว่า อาหารบางชนิดอาจมีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งได้บ้าง เช่น อาหารที่มีสารไฮโดรคาร์บอนที่เกิดจากการเผาไหม้ปิ้ง ย่าง จนเกรียม อาหารที่มีส่วนผสมของไนไตรทจากสารรักษาสภาพอาหารที่ไม่ถูกต้อง อาหารหมักดอง และอาหารที่มีความชื้นและมีเชื้อราปนเปื้อน ทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งมากกว่าอาหารอื่น

          ทั้งนี้ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ปรุงโดยการทอดหรือผัดซึ่งมีไขมันสูงจนทำให้เกิดโรคอ้วน อาจเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม มีทฤษฎีว่าโรคมะเร็งอาจเกิดจากผลของสารอนุมูลอิสระ (oxygen free radical) ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาของการเผาผลาญอาหาร ถ้ามีอนุมูลอิสระนี้มากเกินไป เซลปกติอาจกลายพันธุ์เป็นเซลมะเร็งได้เช่นกัน

          ส่วน สารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า antioxidant พบมากในผักและผลไม้บางชนิด เช่น ชาเขียว ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เป็นต้น จะช่วยต้านผลของสารอนุมูลอิสระ จึงอาจช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็งได้ระดับหนึ่ง การทานเนื้อสัตว์ ประเภทเนื้อแดง ไขมันสูง ให้พอเหมาะ ทานปลามากขึ้น เน้นผักผลไม้ให้มากขึ้น อาหารประเภทกากใย เช่น ผักผลไม้บางชนิด ซึ่งมีบทบาทในการกำจัดอนุมูลอิสระ อาจช่วยลดโอกาสการเป็นมะเร็งได้

อย่างไรก็ตาม การเกิดโรคมะเร็งไม่ได้เกิดขึ้นจากผลของอาหารอย่างเดียวโดยตรง ไม่เช่นนั้นแล้ว ครอบครัวเดียวกันที่มีใครคนหนึ่งเป็นมะเร็ง สมาชิกท่านอื่นในครอบครัวที่รับประทานอาหารคล้ายกันก็น่าที่จะเป็นมะเร็งแบบ เดียวกันไปด้วยทั้งหมด ดังนั้น อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งไม่มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ผู้บริโภคเกิดมะเร็งโดยตรง แต่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการก่อโรคมะเร็ง ดังนั้น อาหารเพื่อต่อต้านการเกิดมะเร็งจึงควรเป็นอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน ไม่ใช่เลือกที่จะบริโภคหรือไม่บริโภคอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง และเป็นอาหารที่มีความสะอาด เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ

          สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งอยู่แล้ว ความต้องการอาหารจะแตกต่างจากคนปกติ เพราะผู้ป่วยมะเร็งต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การผ่าตัด การฉายรังสี การรับยาเคมีบำบัด ซึ่งต้องการสารอาหารเพื่อซ่อมแซมเซลล์ปกติ และช่วยให้ร่างกายสามารถรับการรักษาได้ครบถ้วนตามแผนที่แพทย์ได้วางไว้

          นอกจากนี้ โรคมะเร็งหรือวิธีการรักษาอาจมีผลทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เบื่ออาหาร แผลอักเสบเยื่อบุช่องปากหรือหลอดอาหาร ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีแนวโน้มที่จะขาดสารอาหาร และมีน้ำหนักตัวลดลง ดังนั้น ควรพยายามรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ในระหว่างการรักษา ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และมีสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญมากคือ อาหารต้องสุกและสะอาด ในขณะที่มีภาวะเม็ดโลหิตขาวต่ำหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ ต้องหลีกเลี่ยงอาหารไม่สุก เช่น หอยนางรม กุ้งเต้น ปลาดิบ

          ผู้ป่วยที่มีอาการเบื่ออาหาร ควรทานอาหารทีละน้อย แต่บ่อยขึ้น ในบางกรณี ผู้ป่วยที่ไม่สามารถทานอาหารเองทางปากได้เพียงพอ อาจจำเป็นต้องรับอาหารทางสายยางทางจมูกหรือหน้าท้องเข้ากระเพาะอาหาร หรือทางเส้นเลือดดำ

          ปัจจุบัน มักมีผู้ป่วยโรคมะเร็งได้รับการบอกเล่าว่า ควรเลือกทานแต่อาหารจำพวกผักและเนื้อปลา เพราะมะเร็งชอบอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่นที่ไม่ใช่ปลา ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งหลายรายต้องประสบกับภาวะขาดสารอาหารจากการปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามความเชื่อดังกล่าว ผลลัพธ์คือน้ำหนักตัวลดลง ทนการรักษาได้น้อยลง ทำให้รับการรักษาไม่ได้ตามแผน ซึ่งมีผลให้การรักษาไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังเกิดความวิตกกังวลมากจนเกินพอดีกับการที่จะรับประทานอาหารนอกกฏที่ตั้งไว้ ความจริงแล้ว เซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ในร่างกายของผู้ป่วย แต่มีความสามารถบางอย่างสูงกว่าเซลล์ปกติ แม้ว่าผู้ป่วยจะอดอาหารโดยไม่รับประทานอะไรเลย เซลล์มะเร็งก็ยังมีความสามารถในการเจริญเติบโตได้

          ที่สำคัญ ยังไม่เคยมีหลักฐานว่าการเลือกรับประทานอาหารจะทำให้มะเร็งโตช้าลงหรือฝ่อลงแต่อย่างใด เนื้อสัตว์หนึ่งคำที่รับประทานเข้าไป ย่อมกระจายไปสู่เซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ไม่ได้เลือกที่จะวิ่งไปสู่ก้อนมะเร็งเพียงที่เดียว ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นของโรคมะเร็งตามมาอีกด้วย

          ดังนั้น ขอย้ำว่าอาหารต้านมะเร็งควรรับประทานคือ อาหารที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนและ สมดุล มีความสุกสะอาด ไม่ใช่เลือกรับประทานอาหารเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง

ผักบุ้ง ผักพื้นบ้านยอดนิยม



ในอดีตบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางของไทยช่วงปลายฤดูฝนต่อถึงฤดูหนาว (ปลายฝนต้นหนาว) จะมีน้ำหลากจากภาคเหนือมาท่วมท้องทุ่งนาเป็นปกติทุกปีน้ำจะท่วมอยู่นาน 3-4 เดือน ก็ค่อยๆแห้งลงไป ช่วงนี้เองตรงกับตอนแรกของสำนวนที่ว่า “น้ำท่วมทุ่ง” และเมื่อน้ำท่วมพื้นดินในท้องทุ่งก็จะเกิดพืชหลายชนิดที่เหมาะกับสภาพน้ำท่วมขึ้นงอกงามในท้องทุ่งร่วมกับต้นข้าวที่ชาวนาเพาะปลูกเอาไว้

          ในบรรดาพืชที่ขึ้นในน้ำตามธรรมชาตินี้มีผักบุ้งซึ่งเป็นผักยอดนิยมของชาวบ้านขึ้นรวมอยู่ด้วยแทบทุกวันชาวบ้านมักพาย (หรือถ่อ) เรือออกไปในทุ่งเพื่อเก็บผักต่างๆมาประกอบอาหารซึ่งส่วนใหญ่ก็คือผักบุ้งนั่นเองดังนั้นชาวไทยในอดีตจึงเลือกผักบุ้งมาใช้ในสำนวน“น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง”ปัจจุบันโอกาสที่จะเกิด “น้ำท่วมทุ่ง” จริงๆนั้นยากมาก เพราะมีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำในภาคเหนือเอาไว้หลายเขื่อน (และกำลังจะสร้างเพิ่มอีกเรื่อยๆ) คงต้องรอให้เกิดภาวะผิดปกติที่เรียกว่า “อุทกภัย” ในภาคเหนือเสียก่อนนั่นแหละจึงจะเกิดน้ำท่วมทุ่งภาคกลางขึ้นได้ นอกจากนั้นเกษตรกร(รวมทั้งชาวนา)ยังฉีดพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืชกันมากขึ้นทุกที ทำให้ผักบุ้งแทบจะสูญหายไปจากท้องทุ่งอยู่แล้ว อนาคตลูกหลานชาวไทยคงไม่มีโอกาสเห็น “น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง” อันเป็นที่เกิดของสำนวนนี้เป็นแน่

          ผักบุ้ง : ผักของบุ้ง
          เชื่อว่าชาวไทยส่วนใหญ่รู้จักผักบุ้งดีกว่าผักชนิดอื่นๆ แต่หากถามว่าทำไมจึงมีชื่อว่าผัก “บุ้ง” หลายคนคงนึกไม่ออก นอกจากนั้นหลายคนคงไม่รู้จัก “บุ้ง” ด้วย เพราะคนไทยปัจจุบัน(โดยเฉพาะคนในเมือง)มีไม่มากนักที่มีโอกาสรู้จักและพบเห็น “บุ้ง” ซึ่งเป็นตัวหนอนผีเสื้อชนิดหนึ่ง มีขนยาวเป็นอาวุธป้องกันตัว

          ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ (พ.ศ.2516) อธิบายว่า “บุ้ง : เป็นชื่อสัตว์ตัวเล็กอย่างหนึ่ง ตัวมันเท่าด้ามปากกา (ขนไก่) สั้นสักนิ้วเศษๆ ตัวเป็นขน คนถูกมันเข้าให้บวมแลคันนัก”บุ้งก็เช่นเดียวกับหนอนผีเสื้ออื่นๆ คือกินยอดอ่อนและใบไม้เป็นอาหาร สำหรับบุ้งคงจะชอบใบผักบุ้งเป็นพิเศษ ชาวบ้านคงพบบุ้งที่ผักบุ้งมากกว่าที่อื่น จึงตั้งชื่อผักชนิดนี้ว่า “ผักบุ้ง” ไปด้วย

          หนังสืออักขราภิธานศรับท์อธิบายผักบุ้งเอาไว้ว่า “เป็นต้นผักเกิดในน้ำแลในที่ลุ่มๆ ไม่มีน้ำบ้าง เขาเก็บเอามาต้มแกงแลดองกินกับข้าวนั้น”

          ผักบุ้งนับว่าเป็นพืชที่ปรับตัวเข้ากับสภาพน้ำได้ดีมากจนได้ชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า IpomoeaaquaticaForsk. จะเห็นว่าชื่อชนิด (species) คือ aquatica หมายถึงน้ำหรือชอบขึ้นในน้ำนั่นเอง ชื่อสามัญในภาษาอังกฤษคือ Water cabbage(หรือผักกาดน้ำ) ก็เน้นเกี่ยวกับน้ำเช่นเดียวกัน

          ผักบุ้งเป็นพืชจำพวกเถาเลื้อย ลำต้นกลมเป็นปล้อง ข้างในกลวงคล้ายลำไผ่ ปล้องที่กลวงนี้ช่วยให้ผักบุ้งลอยอยู่ในน้ำได้ดี ใบและยอดแตกออกตามข้อ (รวมทั้งราก) ก้านใบยาวกลวง ใบลักษณะคล้ายหัวลูกศร ดอกบานเป็นปากแตร กลีบดอกสีม่วงหรือขาว (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) ผลกลมขนาดเล็ก ในลำต้นและก้านใบมียางสีขาว ผักบุ้งมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในเขตร้อนน้ำท่วมขังของทวีปเอเชีย ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย ชาวไทยจึงรู้จักคุ้นเคยกับผักบุ้งมาแต่โบราณกาล

          บริเวณที่ราบลุ่มซึ่งไม่แห้งแล้งเกินไปจะพบผักบุ้งขึ้นตามธรรมชาติอยู่ทั่วไปชาวชนบทที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำลำคลองนิยมนำผักบุ้งมามัดเป็นแพลอยอยู่ในแม่น้ำลำคลองบริเวณชายตลิ่งเพื่อเอาไว้เก็บมาบริโภคโดยไม่ต้องไปเก็บไกลบ้านแพผักบุ้งช่วยป้องกันคลื่นจากเรือที่ผ่านไปมามิให้กระแทกเซาะดินที่ตลิ่งอีกด้วย นอกจากนั้นบริเวณใต้แพผักบุ้งยังมีสัตว์น้ำหลายชนิดชอบมาอาศัย เช่น ปลา กุ้ง หอย เจ้าของผักบุ้งสามารถจับมาเป็นอาหารได้ตลอดปี

          ผักบุ้งในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 สายพันธุ์ คือ ผักบุ้งไทย และ ผักบุ้งจีน ผักบุ้งไทยคือผักบุ้งสายพันธุ์ธรรมชาติที่ขึ้นเองหรือชาวบ้านนำมามัดเป็นแพลอยอยู่ตามแม่น้ำลำคลอง ผักบุ้งไทยลำต้นมีสีเข้ม เขียวอมม่วง ทนทานแข็งแรง มียางมากกว่าพันธุ์ผักบุ้งจีน

          ผักบุ้งจีนเป็นพันธุ์ที่นำมาจากต่างประเทศ ปัจจุบันผลิตเมล็ดได้เองในประเทศไทย นิยมปลูกเป็นการค้า ลำต้นค่อนข้างขาว ใบสีเขียวอ่อน ดอกสีขาว มียางน้อยกว่าผักบุ้งพันธุ์ไทย เกษตรกรปลูกผักบุ้งพันธุ์จีนขายเป็นส่วนใหญ่

          ผักยอดนิยม : เพียบพร้อมด้วยรสชาติและคุณค่า
          ชาวไทยรู้จักนำผักบุ้งมาประกอบอาหารตั้งแต่โบราณกาลนับได้ว่าเป็นผักสำหรับคนทุกระดับชั้นตั้งแต่เศรษฐีไปจนถึงยาจกเพราะเก็บเอาเองได้โดยไม่ต้องซื้อหาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมีบันทึกในพงศาวดารว่าครั้งหนึ่งมีการเก็บภาษีผักบุ้งจากราษฎรทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่ว จนมีผู้ร้องเรียนพระเจ้าแผ่นดิน ในที่สุดภาษีผักบุ้งก็ถูกยกเลิกไป การที่มีบันทึกในพงศาวดารเช่นนี้แสดงว่าผักบุ้งมีความสำคัญต่อชีวิตของคนในสมัยนั้นมาก ยากจะหาผักชนิดใดเปรียบเทียบได้ แม้ในปัจจุบันความสำคัญของผักบุ้งก็มิได้ลดลงแต่อย่างใด

          คนไทยใช้ผักบุ้งประกอบอาหารได้หลายชนิดตั้งแต่กินสดๆ กับน้ำพริกปลาร้าส้มตำ ฯลฯ หรือต้มให้สุก ดองเป็นผักดองก็ได้ นำไปแกง เช่น แกงส้ม แกงเทโพ ฯลฯ ก็ดี แต่ตำรับอาหารจากผักบุ้งที่นับว่ายอดนิยมและรู้จักดีที่สุดเห็นจะได้แก่ ผัดผักบุ้งไฟแดงที่มีไฟลุกท่วมกระทะนั่นเอง ยิ่งกว่านั้นร้านอาหารบางแห่งยังคิดค้นวิธีเสิร์ฟผักบุ้งไฟแดงด้วยวิธีพิเศษเรียกว่า “ลอยฟ้า” โดยเหวี่ยงจากกระทะลอยไปหาจาน (ซึ่งมีคนคอยรับ) ห่างออกไปนับสิบเมตรจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

          นอกจากรสชาติแล้วผักบุ้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงอีกด้วยเช่นธาตุเหล็กแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีสูงกว่าผักชนิดอื่นๆ ทั้งยังมีวิตามินเอและซีมากด้วย คนไทยเชื่อว่า ผักบุ้งช่วยบำรุงสายตา (กินผักบุ้งแล้วตาหวาน)น่าจะเป็นความจริง เพราะผักบุ้งมีวิตามินเอและคาโรทีนอยด์ซึ่งเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้อยู่สูง

          ประโยชน์ด้านอื่นๆของผักบุ้ง
          ผักบุ้งใช้เลี้ยงสัตว์ได้ดีเช่นหมูเป็ดไก่ กระต่าย และปลา เป็นต้น นอกจากนี้ผักบุ้งยังมีคุณสมบัติด้านสมุนไพรหลายประการ เช่น

          ลำต้น(สด) : ทำให้อาเจียน ถอนพิษเบื่อเมาต่างๆ เช่นสารหนู ฝิ่น และพิษงู
          ต้น : ต้มกับเกลือ อมแก้เหงือกบวม(รำมะนาด)
          ต้นและใบ : ต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาระบาย
          ต้น : ต้มกับน้ำตาล ดื่มแก้ริดสีดวงทวาร และตำสดๆ พอกรักษาริดสีดวงทวาร
          ใบ : รสจืดเย็น กินแก้ตาฟาง บำรุงประสาทตา
          ดอกตูม : รักษากลากเกลื้อน

          ผักบุ้งเป็นผักพื้นบ้านที่ปลูกง่ายที่สุดอย่างหนึ่ง ปลูกได้ทั้งในน้ำ บนดิน และในกระถาง ปลูกครั้งเดียวเก็บได้นานเพราะตัดยอดแล้วงอกใหม่ได้อีกหลายครั้ง โรคแมลงน้อย เมล็ดหาได้ง่าย จึงเป็นผักที่น่าปลูกเอาไว้ในบ้านเรือนเป็นอย่างยิ่ง

‘ผักดิบ’ กินมากไปก็เป็นโทษ

พูดถึงอาหารสุขภาพ แน่นอนว่าจะต้องมีอาหารจำพวกผักอยู่ในนั้นด้วย อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า “ผัก” นั้นมีประโยชน์มากมาย แต่หากว่าเรากินผักไม่ถูกวิธี ผักที่ว่าเป็นประโยชน์นั้นก็อาจจะกลายเป็นโทษไปก็ได้ วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับการกินผักดิบๆ มาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้นลองไปดูกันเลย

“ถั่วงอก” เรากินกันทั้งแบบสุกและดิบ ใส่ในก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หรือจะนำไปผัดผัก กินแกล้มกับขนมจีนน้ำยา ฯลฯ ซึ่งในถั่วงอกนั้นมีทั้งโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และเลซิธิน ทั้งหมดนี้เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากว่าจะเลือกกินถั่วงอกดิบก็ควรจะกินในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้น เพราะในถั่วงอกดิบมีสารไฟเตด ที่จะส่งผลในการขัดขวางการดูดซึมสารบางชนิดเข้าสู่ร่างกาย

“ถั่วฝักยาว” มีเส้นใยอาหารสูง มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี โปรตีน และมีธาตุเหล็ก แต่ถ้ากินถั่วฝักยาวดิบ ก็ไม่ควรกินเยอะเกินไป เพราะในถั่วฝักยาวดิบจะมีแก็สสูง โดยเฉพาะแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งอาจทำให้ท้องอืดได้ เนื่องจากกระบวนการในการย่อยเมล็ดและเปลือกของถั่วฝักยาวโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่

 “ผักตระกูลกะหล่ำปลี” ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อกโคลี ในผักกลุ่มนี้จะมีสารกอยโตรเจน ซึ่งจะไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ ทำให้ร่างกายนำไอโอดีนในเลือดไปใช้ได้น้อย ในระยะยาวอาจจะเป็นโรคคอพอกได้ แต่ในระยะสั้น หากกินมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดเพราะอาหารไม่ย่อย
“หน่อไม้-มันสำปะหลัง” จะมีสารไซยาไนด์ ในรูปของ ไกลโคไซด์ ซึ่งมีผลต่อระบบประสาท ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย มึนงง หมดสติ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นหัวใจหยุดทำงานได้ ฉะนั้นควรจะนำไปปรุงสุก หรือนำไปต้มน้ำทิ้งก่อนนำมาปรุงอาหารต่อไป

สำหรับผักที่บอกมานี้ หากกินดิบในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ไม่ได้เป็นพิษต่อร่างกาย การจะส่งผลเสียต่อร่างกายนั้น จะต้องกินผักชนิดนั้นๆ อย่างเดียว ในปริมาณมากเป็นกิโลกรัม หรือหลายๆ กิโลกรัม หลายๆ วันติดกัน แต่หากกินตามปกติในชีวิตประจำวัน กินผักหลายๆ ชนิดสลับกันไป ผักต่างๆ ก็จะกลับมาเป็นประโยชน์ให้กับร่างกายของเรา

“ผักกาด”ช่วยป้องกันมะเร็ง



 "ผักกาด"ผักธรรมดาที่คนไทยนิยมนำไปประกอบอาหาร ซึ่งความจริงแล้วผักกาดถูกจัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้มากมายจนหลายคนอาจคาดไม่ถึง

          ผักกาดมี 2 ประเภท คือ ประเภทกินใบ ได้แก่ ผักกาดขาว ผักกาดดำ และ ประเภทกินดอก เช่น กะหล่ำดอก โดยผักกาดอุดมไปด้วยสารที่ช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง คนไทยในอดีตมักคั้นเอาเป็นน้ำสด ๆ ใช้อมกลั้วคอเพื่อรักษาอาการร้อนใน และใช้ทารักษาโรคโซไรอะซิส หรือโรคเรื้อนกวาง ขณะที่บร็อคโคลี่ก็ถือเป็นตระกูลเดียวกับผักกาด มีอีกชื่อหนึ่งว่า กะหล่ำดอกอิตาเลียน มีพลังงานมากกว่าผักคะน้า หัวไชโป๊ กะหล่ำดอก ผักกาดขาวปลี(อีลุ้ย) และกวางตุ้ง

          ส่วนผักกาดหอม (ผักสลัด) ในทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ผักในตระกูลนี้รักษาโรคได้ทุกโรค หรือที่เรียกว่า สรรพคุณครอบจักรวาล จึงแนะนำให้รับประทานผักชนิดนี้เสมอ เพราะโดดเด่นมากในเรื่องการป้องกันกระดูกพรุน หูตาพร่ามัว ป้องกันมะเร็ง ในขณะที่แพทย์แผนไทยโบราณได้จัดผักกาดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง โดยน้ำต้มผักกาดสามารถใช้ดื่มแก้อาการเจ็บคอ ใช้หยอดเป็นยาล้างแผลเรื้อรัง และพ่นแก้อาการหอบหืด ถ้านำผักกาดบดหรือกวางตุ้งบดแล้วคั้นเอาแต่น้ำ ให้ได้ 2 ช้อนโต๊ะ แล้วเทลงไปในน้ำเดือดปริมาณ 1 ถ้วยตวง รอให้อุ่น ดื่มแทนน้ำจะช่วยเสริมพลังงาน ชะลอแก่

          สรรพคุณของผักกาดไม่ได้มีเพียงเท่านี้ หากลวกใบผักกาดขาว ตัดเป็นท่อน ๆ โรยด้วยเกลือ น้ำส้ม น้ำตาล เหยาะน้ำมันงาบริสุทธิ์ 1 ช้อนชา หมักทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วทานกับข้าวต้มทุกวัน จะช่วยให้ฟื้นตัวจากไวรัสตับอักเสบบีได้รวดเร็ว และถ้านำผักกาดเขียวปลี 1 กิโลกรัมกับแห้วสดครึ่งกิโลกรัม ต้มดื่มเป็นน้ำชา แล้วบีบมะนาวลงไปด้วย ยังจะช่วยขับปัสสาวะและลดความร้อนในร่างกาย ป้องกันโรคนิ่วได้อีกด้วย

          สรรพคุณมากมายอย่างนี้ สมควรแล้วที่ถูกยกให้เป็นสมุนไพรครอบจักรวาล

หัวหอม ช่วยป้องกันโรคหัวใจ



มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสารประกอบซัลเฟอร์ในหัวหอมสามารถลดระดับคอเลสเตอรอล-ไตรกลีเซอไรด์ในเลือด หลายคนมักไม่ชอบทานอาหารที่มีกลิ่นแรง ยิ่งถ้าเป็นผักด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง และผักกลิ่นแรกที่คนส่วนใหญ่เห็นแล้วต้องเขี่ยออกทันทีเห็นจะเป็นหัวหอม โดยหารู้ไม่ว่าผักชนิดนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่น้อย

          จากการศึกษาพบว่า สารประกอบซัลเฟอร์ที่พบในหัวหอมสามารถป้องกันการแข็งตัวของลิ่มเลือด และช่วยป้องกันไม่ให้จับตัวเป็นก้อนร่วมกันที่เซลล์เกล็ดเลือดในเลือด อีกทั้ง มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า สารประกอบซัลเฟอร์ในหัวหอมสามารถลดระดับคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และยังช่วยเพิ่มฟังก์ชันในเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงอีกด้วย ซึ่งปริมาณที่โดดเด่นของฟลาโวนอยด์รวมกับประโยชน์ของหัวหอมที่กล่าวมาทั้งหมดสนับสนุนผลการวิจัยที่ว่า หัวหอมเป็นอาหารป้องกันโรคหัวใจ

          นอกจากหัวหอมจะมีประโยชน์ในการต้านโรคหัวใจแล้ว ยังช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่สูญเสียความหนาแน่นของกระดูกไปไม่ใช่น้อย และช่วยลดการเสื่อมอายุกระดูกสะโพกของผู้หญิงวัยทองได้ด้วยการกินหัวหอมเป็นประจำ

          โดยผลวิจัยพบว่า การกินหัวหอมนาน ๆ ครั้ง เช่น เดือนละครั้ง หรือน้อยกว่านั้น ไม่ได้ส่งผลกับความหนาแน่นของกระดูกในผู้หญิงวัยทองมากนัก การบริโภคประจำวันของหัวหอมเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับความหนาแน่นของกระดูก โดยปริมาณกำมะถันสูงของหัวหอมอาจให้ประโยชน์โดยตรงต่อเนื้อเยื่อ เช่นเดียวกับซัลเฟอร์ที่จะช่วยพัฒนาการของเนื้อเยื้อ ด้วยคุณประโยชน์ทางโภชนาการที่กล่าวมาทั้งหมด หวังว่าหลาย ๆ คนเริ่มหันมาทานหัวหอมกันมากขึ้น

เมนูบำรุงผิวพรรณสำหรับผู้หญิงวัยเลข 4



เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น ผิวพรรณก็เริ่มหย่อนคล้อยไปตามกาลเวลา ดังนั้นผิวหญิงที่อายุตั้งแต่ 40 ปี ส่วนใหญ่จึงต้องหาครีมมาช่วยบำรุงสภาพผิวที่เสื่อมโทรมไปตามวัยคุ ณชุติปภา สุวรรณกนิษฐ์ นักโภชนาการ ได้แนะนำวิธีบำรุงผิวง่ายๆ จากภายในสู่ภายนอกด้วยการทานเมนูบำรุงผิว

        อะเกดาชิ โตฟุ โต โกฮันบาเลย์ เมนูเพื่อสุขภาพที่มีส่วนผสมของเต้าหู้ขาว มันเทศ ข้าวบาร์เลย์ และสาหร่าย เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณของผู้หญิงวัย 40

        สำหรับเมนู อะเกดาชิ โตฟุ โต โกฮันบาเลย์ นี้มีวิธีทำง่ายๆ โดยเริ่มจากนำเต้าหู้ขาวตัดเป็นท่อนๆ ก่อนไปคลุกกับแป้งมัน แล้วลงทอดในน้ำมันเดือดๆ ทอดไปจนกว่าเต้าหู้จะมีสีเหลืองสวยงาม จึงตักขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน จากนั้นให้ปอกเปลือกมันเทศ หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า แล้วนำไปต้มใส่เกลือเล็กน้อยทิ้งไว้สักคู่ แล้วค่อยๆ เทน้ำออกทีละนิดจนกว่ามันเทศจะสุก ถัดมาให้เตรียมข้าวบาร์เลย์หุงสุกใส่จาน ก่อนนำเต้าหู้ทอดกับมันเทศประมาณ 3-4 ชิ้น จัดวางไว้รอบจาน ราดซอส Turnip ต่อด้วยการโรยหน้าด้วยสาหร่าย Palmaria ก็เสร็จสมบูรณ์พร้อมทาน

       ทั้งนี้ นักโภชนาการกล่าวเสริมว่า ถั่วเหลือง มันเทศป่า สาหร่ายทะเลสีน้ำตาลและข้าวบาร์เลย์ เป็นพืชที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพผิวหนังนั่นเอง.

“งาขี้ม่อน” คุณภาพคับแก้ว

หากใครที่เป็นชาวเหนือ คงจะรู้จัก “งาขี้ม่อน” กันเป็นอย่างดี แต่สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จัก มีของดีเม็ดเล็กๆ จะมากระซิบบอกกัน
เพราะ “งาขี้ม่อน” หรือ “งาม้อน” มีสรรพคุณทางยามากมาย แต่ก่อนอื่นนั้น เราไปเริ่มต้นทำความรู้จักเจ้างาขี้ม่อนกันก่อน
 “งาขี้ม่อน” หรือ “งาม้อน” เป็นพืชจำพวกเดียวกับกะเพรา โหระพา ใบแมงลัก พบว่าปลูกอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทยมานานแล้ว เมล็ดของงาขี้ม่อนจะมีขนาดเล็กๆ กลมๆ ขนาดใกล้เคียงกับเมล็ดงา คนภาคเหนือจะนำไปแปรรูปได้หลายอย่าง อาทิ ทำเป็นงาขี้ม่อนแผ่น (คล้ายๆ กับถั่วตัด) นำไปคั่ว นำไปคลุกกับข้าวเหนียว หรือผสมกับข้าวหลามเป็นข้าวหลามงาขี้ม่อน แล้วก็ยังมีการนำมาทำเป็นชางาขี้ม่อน หรือในช่วงหลังๆ มีการดัดแปลงนำมาทำเป็นคุกกี้งาขี้ม่อน ทำให้สามารถหากินได้ง่ายมากขึ้น
 “งาขี้ม่อน” มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง มีฟอสฟอรัสและแคลเซียมสูง อุดมไปด้วยวิตามินบี และมีสารเซซามอล ที่เชื่อกันว่ามีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งและทำให้ร่างกายแก่ช้าลง
สรรพคุณของงาขี้ม่อน หากกินเมล็ดจะช่วยชูกำลัง ทำให้ร่างกายอบอุ่น แก้ท้องผูก ลดไขมันในเลือด ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาช่วยต้านแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา เป็นยาระบาย ลดบวม ลดอุณหภูมิร่างกาย ลดระดับคอเลสเตอรอล ลดไตรกลีเซอไรด์
นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยออกมาล่าสุด พบว่า ในน้ำมันงาขี้ม่อน มีทั้งโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย หากพูดถึงโอเมก้า 3 หลายคนอาจจะนึกถึงน้ำมันปลาที่สกัดจากปลาทะเลน้ำลึกที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงสมอง แต่คนที่อยู่ตามยอดดอยต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลทะเล ก็ไม่ได้ขาดโอเมก้า 3 เพราะว่าได้รับมาจากงาขี้ม่อนนั่นเอง

อินทผลัม ผลไม้มีประโยชน์

สถาบันฮาลาล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่บันทึกเป็นข้อมูลไว้ว่า "อินทผลัม" (date palm) เป็นพืชตระกูลปาล์ม มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง เจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งแบบทะเลทราย
ทั้งนี้ มีการค้นหาเหตุผลกันในหมู่นักวิชาการ ทั้งด้านศาสนาและด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ว่าทำไมอินทผลัมจึงเป็นผลไม้ที่ถูกกล่าวถึงในคัมภีร์อัลกุรอาน และฮาดิษต่างๆ จำนวนมาก ผลการวิเคราะห์วิจัยต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่า อินทผลัมมีคุณประโยชน์มากมายในหลายด้าน โดยในแต่ละสภาพของผลอินทผลัม ตั้งแต่ก่อนสุก เข้าสีสุก จนถึงแห้ง ต่างก็มีสรรพคุณที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ด้านใหญ่
1. ด้านคุณค่าทางโภชนาการ
1.1 เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยเส้นใย ช่วยลดการท้องผูก ย่อยง่าย ภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงหลังจากรับประทานเข้าไป ร่างกายที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงจะกลับมีกำลัง ดังเดิม เพราะอัตราน้ำตาลในเลือดที่ต่ำทำให้ร่างกายรู้สึกหิวกระหาย เมื่อได้ดูดซึมเอาสารอาหารจากอินทผลัมจำนวนเล็กน้อยความรู้สึกหิวจะลดลง ผู้รับประทานอินทผลัมในการละศีลอด จะช่วยให้หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเกินความพอดีได้
1.2 ช่วยบำรุงกล้ามเนื้อมดลูกและสร้างน้ำนมแม่ อินทผลัมเป็นอาหารที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้นางมัรยัม ขณะที่นางได้รับความเจ็บปวดหลังคลอดศาสดาอีซา ณ ใต้ต้นอินทผลัม จากการทดลองพบว่าอินทผลัมมีสารกระตุ้นชนิดหนึ่งที่สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อมดลูก ในเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์จะช่วยให้การบีบตัวของมดลูกเป็นไปอย่างง่าย ช่วยลดการเสียเลือดขณะคลอด ทั้งเป็นอาหารชั้นยอดอีกชนิดหนึ่งสำหรับแม่ ที่ให้นมลูก เพราะอินทผลัมอุดมไปด้วยแร่ธาตุจากธรรมชาติที่ช่วยให้มีน้ำนมคงที่ สร้างความอุดมสมบูรณ์ด้วยคุณค่าทางอาหารที่สำคัญสำหรับทารก และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารกด้วย
1.3 ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ธาตุแคลเซียมที่มีปริมาณมาก ในอินทผลัมช่วยบำรุงรักษากระดูกให้สมบูรณ์แข็งแรง อินทผลัมจึงมีประโยชน์สำหรับคนทุกเพศทุกวัย
1.4 ช่วยบำรุงสายตา รักษาระบบสายตาและป้องกันโรคตามัวในเวลากลางคืน ประวัติศาสตร์อิสลามในยุคต้นๆ อินทผลัมจะถูกส่งไปยังทหารมุสลิม เพื่อเป็นตัวกระตุ้นกล้ามเนื้อ และเป็นอาหารที่ดีสำหรับผู้ที่จะออกทำสงคราม นอกจากนี้ ยังมีสารประเภท niacin tryptophan  ที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงสมองและระบบประสาท
2. ด้านการรักษาโรค
2.1 ช่วยป้องกันโรคมะเร็งในช่องท้อง การแพทย์ปัจจุบันยอมรับว่า การรับประทานอินทผลัมเป็นการป้องกันโรคมะเร็งในช่องท้องได้ เนื่องจากความร้อนและความชื้นของสสารที่อยู่ในตัวมัน
การรับประทานอินทผลัมยามเช้าในขณะท้องว่างอินทผลัมจะฆ่าเชื้อโรค พยาธิและสารพิษตกค้างที่อยู่ในลำไส้และระบบทางเดินอาหาร เพราะอินทผลัมมีฤทธิ์ในการกำจัดพิษและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางตัวอันเป็นสารก่อมะเร็ง มีสารแคลเซียม ซัลเฟอร์ เหล็ก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมงกานีส แมกนีเซียม และน้ำมันโวลาไตล์
2.2 แก้โรควิงเวียนศีรษะ เป็นที่ยอมรับกันว่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำและความดันโลหิตต่ำเป็นสาเหตุของโรคมึนเวียนศีรษะ ท่านหญิงอาอีชะฮ์ (ภรรยาท่านศาสดามูฮัมหมัด) เคยให้ผู้เป็นโรควิงเวียนศีรษะรับประทานอินทผลัม และใช้อินทผลัมผสมแตงกวารับประทานแก้โรคผอมผิดปกติของนาง
ในช่วงเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา (เดือนแห่งการถือศีลอด) มุสลิมจะละศีลอดด้วยการรับประทานอินทผลัม ท่านศาสดามูฮัมหมัดส่งเสริมให้มุสลิมละศีลอดด้วยการรับประทานอินทผลัม กับน้ำเปล่า ท่านได้กล่าวว่า "หากผู้หนึ่งผู้ใดถือศีลอด ขอให้เขาละศีลอดด้วยอินทผลัม แท้จริงน้ำเปล่านั้นทำให้สดชื่น"

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

หัวผักกาด (หัวไช้เท้า) แก้ปวดหัว

ผักกาดหัว (ไช้เท้า) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า raphanus sativus subsp. longipinnatus วงศ์ brassicaceae ชาวญี่ปุ่นนิยมนำหัวไช้เท้าดิบมาขูดฝอยลงในซีอิ๊ว ใช้เป็นน้ำจิ้ม เพราะเชื่อว่าช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้ดี...
ส่วนชาวจีนนิยมแปรรูปเป็นหัวไช้โป๊เก็บไว้กินตลอดปี แพทย์แผนจีนจัดหัวไช้เท้าอยู่ในกลุ่มหยาง คือเป็นอาหารร้อน ห้ามกินเวลามีไข้ ส่วนตำรายาพื้นบ้านของอินเดีย ระบุว่า การกินหัวไช้เท้าช่วยให้นอนหลับและแก้โรคประสาทได้
ด้านชุดตำรายาล้ำค่าของหมอโฮจุน ที่องค์การยูเนสโกคัดเลือกให้เป็นมรกดความทรงจำแห่งโลก ระบุว่า หัวไช้เท้า ส่วนที่นำมาทำเป็นยาได้ ก็คือส่วนหัว มีรสชาติหวานและเผ็ด มีฤทธิ์เย็นเล็กน้อย ดีต่อลมปราณปอดและลมปราณกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ลดความดัน ละลายเสมหะ และถอนพิษ
สารสกัดจากหัวไช้เท้าช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย บรรเทาโรคบิด เลือดกำเดาไหล ปวดศีรษะ มีเสมหะ ไอ อาหารไม่ย่อย ส่วนการดื่มน้ำหัวไช้เท้าสกัดสดๆ วันละ 30-90 มก. หรือจะต้มแล้วดื่มน้ำก็ได้ หรือนำหัวไช้เท้าตากแห้งมาต้มดื่มวันละ 10-30 กรัม ก็จะได้ผลดีเช่นกัน
เมล็ดหัวไช้เท้าแก้อาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว ปวดท้อง และหากนำเมล็ดหัวไช้เท้ามาต้มหรือบดเป็นผง กินวันละ 6-12 กรัม จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี
ถ้าอาหารไม่ย่อย ท้องเสีย มีอาการไอ หรืออยากขับเสมหะ ให้นำหัวไช้เท้าหั่นละเอียด 300 กรัม และข้าวสวย 80 กรัม ต้มรวมกันจนเละเป็นโจ๊ก กินร้อนๆ เป็นอาหารเช้าและเย็น อาการจะดีขึ้น สำหรับในผู้สูงอายุที่มีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง แน่นหน้าอก ไอ และมีเสมหะเยอะ ก็กินได้เหมือนกัน
โดยหัวไช้เท้าจะช่วยแก้อาการจุกและแน่นหน้าอก ความอยากอาหารลดลง แม้ยังไม่ได้กินอะไร รวมทั้งบรรเทาโรคเบาหวานในผู้สูงอายุด้วย ข้อควรระวังก็คือหากไม่มีอาการเจ็บป่วย ห้ามกินเมล็ดหัวไช้เท้า และห้ามใช้คู่กับโสมคน (เหรินเซิน)

น้ำมันมะกอก เคล็ดลับต้านความชรา

ในกลุ่มคนรักสุขภาพ มักเลือกรับประทานน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษ (extra virgin olive oil) โดยเชื่อว่าการรับประทานเป็นประจำวันละ 25 เกรน (1 เกรน = 65 มิลลิกรัม) ให้วิตามินอีถึงร้อยละ 50 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวันในผู้ชาย และร้อยละ 62.5 ในผู้หญิงอีกทั้งยังอุดมด้วยวิตามินเอ ดี เอฟ และเค
ถึงจะเป็นแค่น้ำมันมะกอกธรรมดา มันก็มีประโยชน์ในหลายๆด้าน ดังนี้
ระบบการหมุนเวียนโลหิต ช่วยป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (arteriosclerosis) รวมทั้งภาวะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว หัวใจวาย ไตวาย และเส้นเลือดในสมองแตก
ประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารและกระเพาะอาหาร ช่วยให้ระบบการทำงานของส่วนต่างๆ ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระเพาะอาหาร ตับอ่อน ลำไส้ และถุงน้ำดี ช่วยป้องกันการเกิดนิ่ว นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่า น้ำมันมะกอกช่วยบรรเทาอาการกระเพาะอักเสบ แผลในกระเพาะ และเป็นยาระบายอ่อนๆ ซึ่งการรับประทานน้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ ในตอนเช้าตอนกระเพาะอาหารว่าง จะเป็นผลดีสำหรับผู้ที่เป็นโรคท้องผูกเรื้อรังอีกด้วย
ประโยชน์ต่อผิวหนัง วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันมะกอก ช่วยในการปกป้องหนังกำพร้า ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น ช่วยการป้องกันโรคผิวหนัง และลดริ้วรอยเหี่ยวย่น
ประโยชน์ต่อระบบต่อมไร้ท่อ ช่วยให้ระบบการเผาผลาญอาหารในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการป้องกันและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยมีการศึกษาพบว่า ระดับกลูโคสของผู้ที่มีสุขภาพดีจะลดลง 12% เมื่อรับประทานน้ำมันมะกอก
ลดภาวะเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง ช่วยป้องกันเนื้องอกที่เกิดกับอวัยวะบางส่วน อาทิ เต้านม ต่อมลูกหมาก ลำไส้ใหญ่ ปีกมดลูก เนื่องจากกรดไขมันที่มีอยู่ในน้ำมันมะกอกช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ และช่วยต่อต้านการก่อตัวของติ่งเนื้อในอวัยวะต่างๆ ที่กล่าวมา
ประโยชน์ต่อเด็กอ่อน ด้วยสารประกอบและคุณสมบัติในการช่วยย่อยอาหาร ทำให้น้ำมันมะกอกจัดเป็นไขมันธรรมชาติ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำนมของแม่มากที่สุด แม้ว่าน้ำมันมะกอกจะมีปริมาณของกรดไขมันจำเป็นต่ำ แต่สัดส่วนที่มีความสมดุลระหว่างไลโนเลอิค และไลโนเลนิคนั้น เป็นคุณสมบัติที่เหมือนกับที่พบในนมของแม่นั้นเอง
ลดภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยเพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในกระแสเลือด ทำให้หลอดเลือดสะอาด โดยจากการค้นคว้าวิจัยพบว่า น้ำมันมะกอกสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลว (ldl) แต่ไม่ทำให้คอเลสเตอรอลชนิดดี (hdl) ลดลง
นักวิจัยมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา ค้นพบว่า ผู้ใหญ่ที่ทานน้ำมันมะกอกชนิด extra virgin วันละ 5 ช้อนชา ติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์ นอกจากระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือ ldl จะลดลงแล้ว ปฏิกิริยาอ็อกซิเดชั่นของ ldl ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและหัวใจหยุดเต้นยังลดลงอีกด้วย
ประโยชน์ต่อต่อกระดูก ช่วยในการเสริมสร้างกระดูก และช่วยให้ร่างกายของคนเรามีประสิทธิภาพในการดูดซึมแร่ธาตุและแคลเซียมได้ดี และช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน
ต้านความชราภาพ มีการค้นคว้าวิจัยพบว่า น้ำมันมะกอกมีคุณสมบัติในการต่อต้านภาวะความเสื่อมถอยของสมองและช่วยยืดอายุให้ยืนยาวขึ้น ในผู้สูงอายุ ประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร ตลอดจนการดูดซึมสารอาหาร โดยเฉพาะวิตามินและเกลือแร่นั้นจะด้อยลง
น้ำมันมะกอกมีลักษณะที่ดีในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหารการดูดซึมสารอาหาร ทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆ และมีความเป็นไปได้ว่าน้ำมันมะกอกจะช่วยลดปัญหาการสร้างเนื้อกระดูกในผู้สูงอายุ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ เพราะเมื่อร่างกายได้รับน้ำมันมะกอกเพิ่มขึ้น การดูดซึมแร่ธาตุเข้าสู่เนื้อกระดูกก็จะมากขึ้นนั่นเอง
อย่าลืมนะคะว่า ควรนำสาระไปปรับใช้เป็นแนวทางสำหรับการบริโภคอาหารในแต่ละวัน ตามความเหมาะสม และความพอดีต่อร่างกาย และควรคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับด้วยนะคะ ไม่ควรรับประทานมากไปหรือน้อยไปจนเกิดผลเสียต่อร่างกายนะคะ

อาหารเพื่อสุขภาพ กินอย่างไรให้เป็นยา

     /data/content/19673/cms/cdgilqstux79.jpg     ปัจจุบันมีหลักฐานพบว่าองค์ประกอบของอาหารบางชนิดไม่จัดเป็นสารอาหาร แต่อาจให้ประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ
          อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพประเทศสหรัฐ อเมริกา ให้ความรู้ว่า องค์ประกอบหลักในอาหารแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นสารอาหาร และส่วนที่ไม่ใช่สารอาหาร องค์ประกอบทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์ต่อการป้องกัน หรือช่วยส่งเสริมการรักษาโรคเรื้อรัง มองได้ถึงองค์ประกอบที่มีฤทธิ์ลดหรือป้องกันโรค
          แนวทางการพัฒนาอาหารฟังก์ชัน ก็มาจากแนวคิดของการใช้อาหารเป็นยา (Food as medicine) ที่อาจให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าแค่สารอาหารหลักๆ ที่มีอยู่ รวมทั้งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคบางชนิด
          ปัจจุบันสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐอเมริกา (Academy of Nutrition and Dietetics หรือ AND) ได้ให้คำจำกัดความอาหารฟังก์ชันว่าเป็น "อาหารธรรมชาติที่มีการแต่งเติมสารอาหารให้มีปริมาณมากขึ้น เพื่อเพิ่มประโยชน์ในการส่งเสริมสุขภาพ เมื่อบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของอาหารหลากหลายสม่ำเสมอในชีวิตประจำวันและบริโภคในปริมาณที่ เพียงพอ จะส่งผลดีต่อสุขภาพ"
           ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล ให้ข้อมูลว่า จากกระแสอาหารเพื่อสุขภาพนี้เองส่งผล ให้นักโภชนาการ นักกำหนดอาหาร นักวิทยาศาสตร์การอาหาร แพทย์ เภสัชกร พยาบาล และนักการตลาดทางด้านอุตสาหกรรมอาหาร หันมาค้นคว้าวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ทำให้เกิดการค้นพบคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยาของอาหารมากขึ้น
           ประโยชน์ของอาหารฟังก์ชัน คือ เป็นอาหารที่รับประทานร่วมกับมื้ออาหารได้ ให้ผลในการป้องกันโรค เพิ่มภูมิคุ้มกัน ชะลอความเสื่อมของเซลล์ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
          ตัวอย่างอาหารฟังก์ชันที่ได้รับความนิยม เช่น
           งา เป็นแหล่งของแคลเซียม และยังมีสารเซซามินซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในกระบวนการกำจัดสารพิษ
           พรุน นอกจากมีใยอาหารจำนวนมาก ยังมีกรดนีโอโคลโรเจนนิก และกรดโคลโรเจนนิก ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งป้องกันกระดูกพรุนได้
           ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ อย่างบิลเบอร์รี่ ที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ คือ สารแอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นสารที่มีสีแดงม่วงจนไปถึงน้ำเงิน มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยป้องกันดวงตาจากการทำลายของอนุมูลอิสระ เป็นต้น
           น้ำมันปลา ประกอบด้วยกรดไขมัน ไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง หรือโอเมก้า-3 ที่สามารถลดระดับไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ต้าน/data/content/19673/cms/beghmnsuyz28.jpgการอักเสบ และช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
          โสม มีสารจินเซนโนไซด์ ที่ทำให้ร่างกายมีการปลดปล่อยพลังงานมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยลดความเมื่อยล้า
          ส่วนซุปไก่ของชาวจีนที่ถูกแปรรูปไปเป็นซุปไก่สกัด ซึ่งให้โปรตีนและเปปไทด์ รวมทั้งสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพอื่นๆ บางชนิดที่ เกิดจากการตุ๋นซึ่งไม่พบในการกินเนื้อไก่โดยตรง
          เห็ด ทางการแพทย์ เช่น เห็ดไมตาเกะ เห็ดยามาบูชิตาเกะ เห็ดฮิเมะมัตสึทาเกะ ถั่งเฉ้า เห็ดหลินจือ หรือเรอิชิเห็ดชิตาเกะ และเห็ดแครง เป็นต้น
          ที่สำคัญเราต้องรับประทานอาหารหลักให้หลากหลาย ครบทุกหมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส และพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อการมีสุขภาพที่ดี

`เครื่องต้มยำ` สมุนไพรไทยใกล้ตัว

'ต้มยำ' หนึ่งในตำรับอาหารไทยอันเป็นที่ร่ำลือในหมู่ชาวต่างชาติด้วยกลิ่นรสอันเผ็ดร้อนแบบไทยแท้ๆ ที่เกิดจากการผสมผสานรสของเครื่องปรุงต้มยำต่างๆ แต่น่าเสียดายว่าเครื่องต้มยำอย่าง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ปัจจุบันนี้กลายเป็นเพียงพืชพรรณประดับจานและเสริมรสให้อร่อยลิ้นเท่านั้น ทั้งที่เครื่องเทศเหล่านี้เป็นสมุนไพรไทยโบราณที่ล้วนมีคุณอนันต์ในการป้องกันและรักษาโรค หากใครไม่เคยคิดจะลองลิ้มรสของเครื่องยาต้มยำ เกร็ดสรรพคุณด้านล่างน่าจะช่วยให้เปลี่ยนใจได้
          ข่า (Galangal) รสเผ็ดร้อน มีกลิ่นแรง ส่วนเหง้าอ่อนใช้ในการดับกลิ่นคาวจากเนื้อสัตว์ต่างๆ ฝานรับประทานสดๆ รสชาติไม่สู้อร่อยลิ้นนัก จึงมักนำมาปรุงอาหาร สรรพคุณอันโดดเด่นคือช่วยย่อยอาหาร ใช้ขับลมในร่างกาย แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ทั้งยังบรรเทาอาการท้องร่วงและคลื่นไส้อาเจียน ได้ผลมากขึ้นหาก บดเหง้าละเอียดผสมน้ำปูนใสดื่ม 3 เวลาหลังอาหาร หากใครเป็นโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน หรือลมพิษ ก็สามารถนำเหง้าข่าแก่มาตำละเอียดผสมกับเหล้าขาวทาฆ่าเชื้อแบคทีเรียบรรเทาอาการได้ นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยจากเหง้าที่ทุบละเอียดยังสามารถไล่แมลงได้ด้วย
          ตะไคร้ (Lemongrass) มีรสฝาด หอมชื่นใจ ส่วนของเหง้าและลำต้นแก่ใช้ปรุงอาหารได้หลากชนิด ช่วยดับกลิ่นคาวจากเนื้อสัตว์ได้เช่นเดียวกับข่า สรรพคุณชั้นยอดคือช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืดเฟ้อ ขับเหงื่อและปัสสาวะ ทั้งยังช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงร่างกาย หรือทำน้ำตะไคร้ดื่มก็ได้โดยนำต้นตะไคร้ทั้งต้นที่ปอกจนเห็นเนื้อสีชมพูอ่อนใส่ลงไปในน้ำต้มเดือด พอน้ำเปลี่ยนสีจึงยกลง เติมน้ำตาล สามารถเก็บแช่ตู้เย็นไว้ได้ ใช้ดื่มแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน หากปลูกไว้ที่บ้านกลิ่นของตะไคร้ยังช่วยไล่ยุงและแมลงได้อีกด้วย
          ใบมะกรูด (Kaffir Lime Leaf) รสปร่าหอมร้อน เป็นสมุนไพรริมรั้วที่มีประโยชน์ทั้งผลและใบ และยังนับเป็นไม้มงคลส่งเสริมบารมีให้ผู้อยู่อาศัยร่มเย็นเป็นสุขอีกด้วย ของใบมะกรูดคือช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี ช่วยขับลม แก้จุกเสียด แก้ไอละลายเสมหะ แก้ช้ำใน และยังมีสารต้านมะเร็งด้วย กลิ่นของใบมะกรูดช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ เพราะฉะนั้นจึงมีการสสกัดเอาน้ำมันจากใบมะกรูดมาทำเป็นน้ำมันอโรม่าใช้ในสปาหลายแห่งอย่างแพร่หลาย หรือจะลองทำสปาเองที่บ้านก็ย่อมได้ โดยเอาเท้าแช่ในน้ำอุ่นที่ใส่ใบมะกรูดหั่นฝอยหรือจะฉีกด้วยมือก็ได้
          พริก (Chili) เมื่อเอ่ยถึงอาหารไทยแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือพริกที่ขึ้นชื่อเรื่องความเผ็ดร้อนไม่เป็นสองรองใคร นอกจากจะเป็นราชาเครื่องเทศที่เพิ่มรสดุเด็ดเผ็ดมันให้กับจานอาหารแล้ว ยังมีประโยชน์แฝงไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้เจริญอาหาร แก้คลื่นไส้วิงเวียน อาเจียน ช่วยขับเหงื่อ ลดการอุดตันในเส้นเลือด บรรเทาโรคความดันโลหิตเพราะช่วยให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนได้สะดวก ทั้งยังเป็นยอดแห่งการบำรุงสายตาและผิวพรรณเพราะเป็นพรรณพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ด้วยเหตุนี้จึงสามารถบรรเทาอาการหวัดได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ด้วยรสแสบร้อน หากรับประทานมากเกินไปก็จะทำให้ระบบย่อยและดูดซึมอาหารทำงานได้ไม่ดีเท่าใดนัก
          สิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นภูมิปัญญาของคนไทยโบราณก็คือการเติมเครื่องต้มยำเหล่านี้ลงไป นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติความเผ็ดร้อนกลมกล่อมให้กับต้มยำแล้ว ยังช่วยดับกลิ่นคาวจากเนื้อสัตว์ต่างๆ ได้อีกด้วย ทั้งยังทราบกันไปแล้วว่าโอสถชั้นดีไม่ต้องไปหาที่ไหนอื่นไกล เพราะหาได้ง่ายๆ จากพืชผักสวนครัวใกล้ตัวริมรั้วบ้านเรานั่นเอง เมื่อถึงตรงนี้หวังว่าหลายคนคงนึกอยากลิ้มลองเครื่องเทศประดับชามต้มยำกันดูบ้างแล้วไม่มากก็น้อย

หญิงกินเนื้อแดงมากอาจเสี่ยงมะเร็งเต้านม

 บรรดาผู้หญิงที่ชื่นชอบการกินแฮมเบอร์เกอร์, สเต็กและอาหารเนื้อแดง (เนื้อวัวเนื้อแกะ และเนื้อลูกแกะ)อาจมีความเสี่ยงสูงของการเป็นโรคมะเร็งเต้านม 

          ซึ่งแพทย์เคยเตือนมานานแล้วว่าการกินอาหารที่มีเนื้อแดงเกี่ยวพันกับโรคมะเร็งรวมทั้งมะเร็งลำไส้และมะเร็งตับอ่อนแต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าข้องเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม
          แต่ผลการศึกษาล่าสุดของคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสหรัฐได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสอบถามผู้หญิงกว่า88,000 คน  อายุระหว่าง26-45 ปี  พบว่าผู้หญิงที่กินอาหารเนื้อแดงมีอัตราการป่วยด้วยมะเร็งเต้า/data/content/24654/cms/e_fhikmruwy379.jpgนม6.8 รายต่อผู้หญิงทุก1,000 คนในช่วง20 ปีที่ดำเนินการติดตาม แต่นักวิจัยไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่อาจมีปัจจัยอื่นๆสามารถอธิบายถึงการเชื่อมโยงกันระหว่างอาหารเนื้อแดงกับมะเร็งเต้านม
          ขณะที่ ประเทศพัฒนาแล้ว  ผู้หญิงราวร้อยละ12.5  มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าโปรตีนในเนื้อแดงอาจเป็นตัวเร่งให้เซลล์แตกตัวและเกิดเนื้อร้าย อย่างไรก็ตาม นักวิจัยกล่าวทิ้งท้ายว่าพวกมังสวิรัติก็ไม่ได้มีความเสี่ยงต่ำของการป่วยเป็นมะเร็งเต้านมไปกว่าพวกที่กินเนื้อ

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2558

‘ใบพลู’ คุณค่าสมุนไพรไทย

 ใบพลู ยุคนี้สมัยนี้ บางคนอาจจะไม่รู้จัก สมัยก่อนคนกินหมากจะกินพลูไปด้วย ฉะนั้น หมากกับพลูจึงอยู่คู่กัน ใบพลูได้ถูกนำมาใช้ในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ในตำรายาไทย

          ใบพลูมีสรรพคุณในการรักษา เช่น อาการช้ำบวม อาการปวดท้อง อาการไอ-เจ็บคอ และขับเสมหะ อาการผื่นคันเนื่องจากเกิดลมพิษ รักษาโรคผิวหนัง รักษา โรคกลากเกลื้อน  ฮ่องกงฟุต แผลอักเสบ ฝีหนอง และสิว
          ในประเทศอินเดียมีการใช้น้ำคั้นจากใบพลูสดมารักษาอาการเหล่านี้คือ เป็นยาถ่ายพยาธิ ยาระบายอาการท้องผูก ยาเจริญอาหาร ขับเสมหะ ลดไข้ แก้ปวดศีรษะ ขับลมในกระเพาะอาหาร ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น เป็นยาสมานแผล และใช้ป้องกันเชื้อจุลินทรีย์
          นอกจากนี้ใบพลูยังมีน้ำมันหอมระเหย มีสีน้ำตาลปนเหลืองและมีกลิ่นฉุน เรียกว่าน้ำมันพลู ซึ่งมีรายงานถึงสารประกอบหลักในน้ำมันพลูว่า เป็นสารประกอบฟีนอล สารที่พบมากในน้ำมันพลูได้แก่ Isoeugenol ,Chavicol ,Eugenol  สารเหล่านี้มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคทำให้ปลายประสาทชา และแก้อาการคันได้

`ข้าวก่ำพะเยา` มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง

แพทย์ มช. คิดค้นงานวิจัยเบื้องต้นของข้าวก่ำ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ข้าวก่ำน่าน พะเยา และดอยสะเก็ด เพื่อประเมินฤทธิ์ความเป็นพิษในสารสกัดจากข้าวก่ำ รวมทั้งศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดข้าวก่ำเมื่อใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด ป้องกันและรักษาโรคมะเร็งในอนาคต
          รศ.ดร.พญ.รัตนา บรรเจิดพงศ์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการรายงานถึง สารสกัดจากข้าวก่ำมีฤทธิ์ในการช่วยการทำหน้าที่ของไต ภาวะซีด เบาหวาน หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินของโลหิต ช่วยในเรื่องที่เกี่ยวกับสายตา หรือทางแพทย์แผนจีน แต่ผลของข้าวก่ำในเรื่องของโรคมะเร็ง ยังไม่มีใครศึกษา จึงได้รวมกลุ่มกันในภาควิชาโดย ผศ.ดร.ธีระ ชีโวนรินทร์ เป็นหัวหน้ากลุ่มในงานวิจัย และได้รับทุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ในการทำงานวิจัยชิ้นนี้
          เริ่มจากการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดข้าวก่ำ (ข้าวเหนียวดำ) โดยใช้สารสกัด 2 อย่าง คือเมธานอลกับไดคลอโรมีเทน ของข้าวก่ำ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวก่ำน่าน พะเยา และดอยสะเก็ด โดยใช้ข้าวขาว กข 6 เป็นกลุ่มควบคุมทำการทดสอบเปรียบเทียบและดูฤทธิ์ของการต้านมะเร็ง
          โดยที่ศึกษาในเซลล์มะเร็งตับ และเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากของมนุษย์ ซึ่งเป็นการทดสอบในหลอดทดลอง เทียบกับเซลล์ปกติคือเซลล์สร้างเส้นใยที่มาจากในหนู ทำการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดว่าเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหรือไม่ ในแง่ของการต้านหรือฆ่าเซลล์มะเร็ง จึงเป็นที่มาของการศึกษาการใช้ต้นแบบเซลล์มะเร็ง 2 ชนิด
          โดยใช้สารสกัด 2 อย่าง ได้แก่ เมธานอลกับไดคลอโรมีเทน และเมื่อเทียบกับเซลล์ปกติ ผลปรากฏว่าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ แต่ไม่มีฤทธิ์ทำลายหรือฆ่าเซลล์ปกติ สารสกัดออกฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ แต่มีผลกับเซลล์มะเร็งตับมากกว่าเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก และสารสกัดเมธานอลของข้าวก่ำพะเยามีฤทธิ์สูงสุด และเมื่อความเข้มข้นของสารสกัดเมธานอลข้าวก่ำพะเยาเพิ่มขึ้น เซลล์มะเร็งตับก็ตายเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจึงศึกษาต่อในเซลล์มะเร็งของตับมนุษย์ โดยปกติการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่มีการกระจายมักจะใช้ยาเคมีบำบัด ซึ่งพบว่ามีผลข้างเคียงมาก อาทิ ผมร่วง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

น้ำมะนาวมีฤทธิ์ช่วยต้านโรค

รู้มั้ยแค่ตัดชิ้นบางๆ ของมะนาวใส่ในแก้ว หรือในโถเหยือกแล้วดื่ม มันจะกลายเป็นน้ำที่มีความเป็นด่างสูงมาก เชื้อโรคในร่างกายไม่สามารถเติบโตในสภาพที่มีความเป็นด่าง ดังนั้น การทานน้ำด่างจึงช่วยทำลายเชื้อโรค ดื่มน้ำด่าง ทั้งวัน ทุกวัน จะทำให้มีสุขภาพดีขึ้นมาก
          มะนาวให้ประโยชน์มหัศจรรย์ ดังที่สถาบันทางวิทยาศาตร์อนามัย ระบุว่า นี่คือยาที่มีผลต่อมะเร็งดีเยี่ยมล่าสุดของโลก สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้เป็น 1 หมื่นเท่า มากกว่า-เคโมเทอราฟี…และไม่มีผลข้างเคียงเหมือนการฉีดคีโมฯ คนมากมายอาจตาย ในขณะที่ความลับที่ป้องกันมะเร็งนี้ได้ถูกเก็บงำเอาไว้เพื่อไม่ให้ต้องการทำลายผลประโยชน์นับล้านๆ ของบริษัทยาใหญ่ๆ
 ถ้าดื่มน้ำมะนาวผสมกับโซดา จะทำให้น้ำมะนาวดูดซึมเข้าร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ที่น่าสนใจคือ มันขจัด ซีสต์ (ก้อนเนื้อร้าย)
มันมีผลประโยชน์สำหรับมะเร็งหลายชนิด
-มันป้องกันการอักเสบของเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราได้
-มันสามารถที่จะต่อต้านพาราไซส์ที่อยู่ข้างใน
-มันทำให้เกล็ดเลือดที่สูงเกินไปหรือต่ำเกินไปเข้าสู่ภาวะปกติ
-มันทำให้คลายเครียด
-ต่อต้านโรคประสาท โรคฟุ้งซ่านได้ด้วย
ข่าวสารเรื่องนี้หน้าสนใจมาก มันมาจากบริษัทยาใหญ่หลายบริษัทในโลก ซึ่งมากกว่า 20 บริษัทได้ทำการทดลองเรื่องนี้ ผลการทดลองเปิดเผยออกมาได้ว่า มะนาวนี้สามารถทำลายมะเร็งเนื้อร้ายที่รุนแรงได้ถึง 12 ชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน
          ส่วนผสมของไซทัสหรือมะนาว มีความสามารถในการทำลายมะเร็งได้มากกว่ายาที่ใช้การทำคีโม ทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งนั้นหยุดอยู่กับที่ (คงที่)
         นอกจากนี้ มันยังเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมาก การรักษาด้วยมะนาวนี้ สามารถทำลายต่อต้านมะเร็งได้อย่างรุนแรงโดยไม่มีผลข้างเคียง

ถั่ว สารพัดประโยชน์

บรรดาถั่วทั้งหลายที่เป็นของขบเคี้ยว ถึงแม้ว่าจะมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่แจ๋วด้วยสารอาหารมากมายในตัวเอง เราลองมาดูเรื่องราวถั่วชนิดโปรดของแต่ละคนกัน
          ถั่วมีหลายประเภท เช่น ถั่วฝักเมล็ดไม่กลม ซึ่งกินได้ทั้งฝัก เช่น ถั่วแขก ถั่วพู ถั่วฝักยาว ส่วนถั่วฝักเมล็ดกลม ได้แก่พวกถั่วลันเตา ถั่วชิกพี ส่วนถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ พิสทาชิโอ วอลนัท แมคคาเดเมีย ซึ่งส่วนใหญ่มีเปลือกแข็งมาก
          ถั่วยอดนิยมอันดับต้น ๆ ที่คนไทยคุ้นลิ้น  คือ "ถั่วลิสง" ซึ่งครองแชมป์ถั่วเปลือกแข็งยอดฮิตอันดับหนึ่งของโลกด้วย เพราะปลูกง่าย มีอยู่ทั่วโลก ราคาถูก แถมมีสารอาหารหลายอย่าง ถั่วลิสงมีถิ่นกำเนิดอยู่ในตอนกลางของทวีปอเมริกาใต้ ส่วนต่าง ๆ ของต้นมีขนอ่อน ๆ บางชนิดลำต้นเป็นพุ่ม และมีฝักออกมาเป็น กระจุกที่โคน ส่วนอีกชนิดเป็นลำต้นแบบเลื้อย
          จริง ๆ แล้ว "ถั่วปากอ้า" ที่เห็นในบ้านเราและแถบประเทศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นพืชพื้นเมืองของแถบทวีปแอฟริกาเหนือ ส่วนที่นำมากินกันเป็นส่วนเมล็ดแก่ที่มีสีนำตาลอ่อนหรือสีดำ นำมาคั่วหรือทอดจนสุก นอกจากมาโรยเกลือกินแบบเพลิน ๆ แล้ว ถั่วปากอ้ายังให้สารอาหารหลายอย่าง เช่น โปรตีน วิตามินบี 1 ธาตุเหล็ก แคลเซียม
          ถั่ว "วอลนัท" ถือเป็นสุดยอดถั่วที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าถั่วชนิดอื่น ๆ ส่วนแหล่งที่ศูนย์กลางการผลิตวอลนัทอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา อินเดีย จีน ยุโรปตอนใต้ ฝรั่งเศสตอนใต้ เมื่อ ผลวอลนัทสุกเต็มที่เก็บเกี่ยวได้ง่าย ๆ โดยเขย่าลำต้น แล้วผลจะร่วงลงมา และต้องนำเปลือกแข็งส่วนนอกออกมาทำให้แห้งเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการเหม็นหืนหรือชื้น
ถั่วสารพัดประโยชน์อย่าง "ถั่วเหลือง" มีลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นปกคลุมด้วยขนสีเทาอ่อน ๆ ใบมีรูปร่างคล้ายรูปไข่ ปลายแหลม เมื่อเก็บฝักที่ยังไม่แก่และนำมาต้ม จะได้ถั่วที่เราเรียกว่า "ถั่วแระ" แต่ถ้าเก็บฝักตอนแก่จะได้ "ถั่วเหลือง" นั่นเอง ทั้งสองถั่วให้สารอาหารมากมาย ทั้งโปรตีน วิตามินอี แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฯลฯ
          ถ้าอยากลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งและลดระดับคอเลสเตอรอล "ถั่วพีแคน" ช่วยเราได้ และถ้าอยากได้ประโยชน์สูงสุดจากต้นถั่วที่ถือกำเนิดในอเมริกาเหนือชนิดนี้ ต้องกินเนื้อเมล็ดที่เพิ่งกะเทาะออกจากเปลือก คนอเมริกันชอบกินกันมาก เพราะมีรสหวานและให้กลิ่นหอม ๆ
          ส่วนถั่วที่ราคาแพงที่สุด คงไม่พ้น "แมคคาเดเมีย" หลายคนยกให้เป็นถั่วที่รสชาติอร่อยที่สุดในโลกเช่นกัน จนได้ชื่อว่าราชาแห่งถั่ว มีต้นกำเนิดจากออสเตรเลีย มีแหล่งปลูกใหญ่อยู่ที่รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในถั่วที่ปลูกยากมาก เพราะเป็นต้นที่ละเอียดอ่อน ต้องการการเอาใจใส่อย่างมาก ในเมืองไทยปลูกได้ดีที่โครงการพัฒนาดอยตุง ส่วนด้านโภชนาการ แมคคาเดเมียช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกายได้ดี และมีโปรตีน วิตามินที่ดีกับร่างกายหลายชนิดด้วย
          ถั่วราคาแพงอย่าง "อัลมอนด์" มีวิตามินอี ช่วยในการควบคุมนำตาลและไขมัน มีงานวิจัยว่าการกินอัลมอนด์เป็นประจำช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย อัลมอนด์นำมาจากส่วนเมล็ดของพืชชนิดหนึ่งในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ซึ่งตัวผลของอัลมอนด์หน้าตาคล้ายๆ อะโวคาโด มีเปลือกชั้นนอกและเปลือกแข็งหุ้มเมล็ดเอาไว้

ส้มโอ ช่วยต้านไขมันสูง

ผลวิจัยจาก สกว. เผย ส้มโอมีคุณสมบัติเด่นคือ สามารถในการต้านอนุมูลอิสระ  และพบว่าสารสกัดจากส้มโอ มีฤทธิ์ในการชะลอหรือยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยไขมันในกลุ่มไตรกลีเซอไรด์ และยับยั้งกระบวนการดูดซึมไขมันในกลุ่มคอเลสเตอรอล
 รศ.สิริชัย อดิศักดิ์วัฒนา ภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เปิดเผย ว่าได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ศึกษาเรื่องส้มโอพบว่า นอกจากสารอาหารต่างๆ แล้ว ส้มโอยังมีสารพฤกษเคมี ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นคือความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ  แต่ก็มีสิ่งที่ต้องระวังคือน้ำตาล จึงอาจจะไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยที่มีไขมันสูง ทั้งนี้ เลือกศึกษาส้มโอ 6 สายพันธุ์ ได้แก่ ขาวใหญ่ ขาวน้ำผึ้ง ทองดี ขาวแตงกวา  ท่าข่อย  และทับทิมสยาม
รศ.สิริชัย กล่าวว่า ผลการวิจัยพบว่าสารสกัดจากส้มโอ มีฤทธิ์ในการชะลอหรือยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยไขมันในกลุ่มไตรกลีเซอไรด์ และยับยั้งกระบวนการดูดซึมไขมันในกลุ่มคอเลสเตอรอล ใน 2 ขั้นตอนคือ ส้มโอจะเข้าไปจับกับกรดน้ำดี ซึ่งมีหน้าที่ทำให้ไขมันต่างๆ แตกตัวเพื่อให้ง่ายต่อการดูดซึม ทำให้ปริมาณกรดน้ำดีในทางเดินอาหารลดลง การแตกตัวและการดูดซึมไขมันจึงน้อยลงตามไปด้วย และในขั้นตอนการสร้างกลุ่มก้อนของไขมันเพื่อการดูดซึม ส้มโอสามารถแทรกตัวเข้าไปขัดขวางไม่ให้ไขมันจับกลุ่มรวมตัวกันและเข้าสู่ระบบน้ำเหลืองในการดูดซึม โดยมีประสิทธิภาพประมาณร้อยละ 10 ใกล้เคียงกับยากลุ่มที่ช่วยขัดขวางในด้านนี้ ผลการวิจัยที่ได้นี้ถือเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างใหม่เกือบทั้งหมด เพราะยังไม่เคยมีการศึกษาส้มโอในประเด็นการต้านไขมันสูงมาก่อน
        รศ.สิริชัย กล่าวว่า  ส้มโอมีประโยชน์แต่ก็มีน้ำตาล บางสายพันธุ์ที่หวานมากอาจจะไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง แต่ก็สามารถรับประทานได้ในปริมาณที่จำกัด  ควรบริโภคส้มโอเป็นส่วนหนึ่งของอาหารมื้อหลักร่วมกับผลไม้ชนิดอื่นๆ สำหรับคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงรับประทานส้มโอประมาณ 1 - 2 ซีก จะได้พลังงานที่พอเหมาะพอดีที่เผาผลาญให้หมดได้ในหนึ่งวัน หากอยากรับประทานมากกว่านั้นก็อาจจะลดปริมาณอาหารมื้ออื่นลง จะทำให้การรับประทานส้มโอ เกิดประโยชน์จริงๆ

ป้องกัน`โรคหลอดเลือดสมอง`ด้วยอาหารไทย

โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากความเสียหายของหลอดเลือดภายในสมอง หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองถูกปิดกั้นด้วยลิ่มเลือด หรือเกิดจากหลอดเลือดภายในสมองแตก เมื่อเลือดออกจะส่งผลให้ทำให้เนื้อสมองตายและเลือดไม่สามารถนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงสมองได้ เมื่อสมองไม่ได้รับเลือดระบบการทำงานก็ไม่สามารถทำงานได้ ก็จะเกิดผลกระทบต่อการทำงานของร่างกาย ในส่วนที่สมองส่วนนั้นควบคุมการทำงานอยู่ สมองส่วนใดสูญเสียการทำงาน อวัยวะนั้นก็จะถูกกระทบไม่สามารถทำงานได้หรือทำงานผิดปกติ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือชา บริเวณหน้า แขน ขา ทำให้การมองเห็น การพูด หรือการเคลื่อนไหวร่างกายผิดปกติไปหรือไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ รวมถึงมีผลต่อระบบความคิด ความจำ การตัดสินใจต่างๆด้วย ในกรณีที่มีความรุนแรงมากอาจทำให้เสียชีวิตได้ในทันที
          หนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารเป็นส่วนใหญ่ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้แก่ การมีน้ำหนักเกินหรืออ้วนระดับไขมันในเลือดที่สูงกว่าปกติ ความดันโลหิตสูง ความเครียดทำให้รับประทานอาหารในปริมาณเยอะ รวมถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ
/data/content/24232/cms/e_cdklnpqrsy58.jpg
          อาหารไทยที่ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง
          ข้าวกล้องงอก ซึ่งมีสารกาบาที่เป็นสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลางมากกว่า มีใยอาหารที่ช่วยลดไขมันในเลือด วิตามินอี ไนอะซิน กรดอะมิโนไลซีน วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 และแมกนีเซียม มีการศึกษาที่ระบุว่าข้าวกล้องงอกสามารถป้องกันการตายของเซลล์ประสาทนอกจากนี้ยังช่วยให้ความจำดีขึ้น
         
          ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วขาว เมล็ดแตงโม เมล็ดทานตะวัน เป็นแหล่งของใยอาหาร และวิตามินต่างๆ เช่นวิตามินอี ทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์สมองจากการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนแล้วก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ ถั่วเหลืองมีไอโซฟลาโวน เป็นสารพฤษเคมี สารนี้สามารถเพิ่มเอ็นไซม์ในสมองส่วนที่ทำหน้าที่ด้านความจำและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับหลอดเลือดสมอง
/data/content/24232/cms/e_bfhqsvw13479.jpg
          ปลาทู ปลากระพง ปลานิล ปลาสวาย ปลาดุก เป็นแหล่งของโปรตีนและไขมันที่ดีต่อสุขภาพดีเอชเอและอีพีเอเป็นกรดไขมันจำเป็นในกลุ่มโอเมกา-3 มีสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการทำงานของสมองและระบบประสาท ช่วยลดการแข็งตัวของหลอดเลือด
          ไข่ เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ราคาไม่แพง ให้พลังงานต่ำ และเป็นแหล่งของของโปรตีนที่มีคุณภาพสูง ประกอบด้วยสารอาหารที่ดีต่อสมอง เช่น วิตามินบี 2 ซีลีเนียม วิตามินเค และโคลีน ซึ่งโคลีนเป็นสารสื่อประสาทในสมอง หลายคนอาจกังวลถึงคอเลสเตอรอลในไข่อาจทำให้คอเลสเตอรอลสูง แต่จากการศึกษาพบว่าการรับประทานไข่วันละ 1 ฟองไม่ส่งผลโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง กลับกันคือส่งผลดีต่อการลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
 สมุนไพรและเครื่องเทศ เช่น กระเทียม กระชาย ใบบัวบก ขมิ้น ข่า ตะไคร้ ขิง ใบมะกรูด ใบกระเพรา ใบโหระพา ใบสะระแหน่ พริกไทยดำ โดยส่วนใหญ่แล้วในสมุนไพรจะประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหยที่มีส่วนช่วยต่อการลดการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย บำรุงเลือด ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย และทำให้หลอดเลือดแข็งแรง
ผัก-ผลไม้ 5 สี (เขียว ขาว เหลือง/ส้ม แดง น้ำเงิน/ม่วง) สารพฤกษเคมีหรือที่เรียกกันว่า 'ไฟโตนิวเทรียนท์' มีมากในผักที่มีสีเข้ม สารนี้จะช่วยกำจัดสารพิษออกนอกร่างกายได้เร็วขึ้น ทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มประสิทธิภาพของการควบคุมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และต้านการอักเสบ
สีแดง เช่น มะเขือเทศสีดา พริก แตงโม มันเทศ ทับทิม เชอรี่ไทย
สีส้ม เช่น มะม่วงสุก ส้ม มะละกอ ขนุน ฟักทอง ข้าวโพด โทงเทงฝรั่ง
สีเขียว เช่น ใบตำลึง คะน้า ผักบุ้ง มะม่วงดิบ มะยม
สีขาว เช่น กระเทียม หัวหอม เห็ด ผักกาดขาว ดอกแค กล้วย ขิง
          สีม่วง เช่น มะเขือม่วง ลูกหว้า มะเม่า อัญชัน กะหล่ำปลีม่วง

อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต

ผู้ป่วยที่ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง ทำให้ขับของเสียได้น้อย ดังนั้นเพื่อที่จะ ชะลอความเสื่อมของไต และยืดเวลาการล้างไต ผู้ป่วยจำเป็นต้องควบคุมอาหารดังต่อไปนี้
          1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ได้แก่ หมู่เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ หมู่ข้าว แป้ง หมู่ผัก หมู่ผลไม้ หมู่นม โดยปริมาณที่บริโภคแต่ละหมู่อาหารขึ้นอยู่กับระยะการเสื่อมของไต
          2. จำกัดการรับประทานสารอาหารโปรตีน โปรตีนคือสารอาหารจำเป็นในการเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อในร่างกายเราพบโปรตีนในเนื้อสัตว์ ข้าวแป้ง ผัก ผลไม้เมื่อกินโปรตีน ร่างกายจะเปลี่ยนโปรตีนเป็นกรดอะมิโนและไนโตรเจน ซึ่งส่วนที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น ไนโตรเจน จะถูกขับออกมาในปัสสาวะตามปริมาณที่กินเข้าไป เหตุผลที่จำกัดโปรตีนเพราะ ไตเป็นแหล่งกำจัดของเสีย ร่างกายเผาผลาญโปรตีน ถ้ากินโปรตีนมากก็จะมีของเสียผ่านไตมาก ไตทำงานหนักมากขึ้น
          3. จำกัดอาหารที่มีโซเดียมสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมมาก เช่น เครื่องปรุง รสต่างๆ รวมทั้งอาหารหมักดองเค็ม และใช้เครื่องเทศ สมุนไพร มะนาว และน้ำตาล ในการช่วยชูรสอาหาร
          4. จำกัดอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง ฟอสฟอรัสมีมากในถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ เมล็ดพืช เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ปลาทั้งกระดูก นม โยเกิร์ต เนยแข็ง ซ็อคโกแลต เครื่องดื่มน้ำอัดลมสีเข้ม เช่น โคล่า เป๊ปซี่
/data/content/22126/cms/befijv123589.jpg          5. จำกัดอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ผักสีเขียวเข้ม ผักสีเหลือง และผลไม้ที่มี โพแทสเซียมสูง ควรเลือกรับประทานผัก ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมต่ำและควรลวกหรือต้มผักให้สุก
          6. น้ำ เนื่องจากความสามารถในการขับปัสสาวะของผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังนั้นจะลดลง ผู้ป่วยจะมีอาการบวม มีความดันโลหิตสูง หากมีอาการบวมน้ำ ให้ดื่มน้ำไม่ควรเกินวันละ 750-1000 ซีซี หรือ 3-4 แก้วต่อวัน แต่ถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการบวม สามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ
          7. พลังงาน ควรได้รับพลังงานจากอาหารให้เพียงพอในแต่ละวันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด ภาวะที่มีการเผาผลาญมากกว่าการสร้าง ชนิดของไขมันส่วนใหญ่ควรเป็นไขมันที่มาจากพืช ควรใช้น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง ในการปรุงอาหาร หลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ กะทิ และอาหารที่คอเลสเตอรอลสูง ได้แก่ ปลาหมึก ปู กุ้ง หอย และควรใช้แป้งโปรตีนต่ำในการเพิ่มพลังงาน
          8. ขนมหวาน ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน สามารถรับประทานขนม หวานได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงขนมใส่กะทิ หรือขนมอบที่มีเนย เนยแข็ง เพราะขนมอบมักใส่ผงฟู ซึ่งเป็นสารจำพวกฟอสเฟต(ฟอสฟอรัส) สูง ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานด้วย และระดับน้ำตาลในเลือดยังสูงอยู่ ควรหลีกเลี่ยงขนมหวานจัดซึ่งมีน้ำตาลมาก ไม่ควรใช้น้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน
          รับประทานอาหารโปรตีนที่มีคุณภาพดี เพราะร่างกายจะนำเอาโปรตีนไปใช้อย่างเต็มที่ ทำให้มีของเสียเกิดขึ้นน้อย ไตไม่ต้องทำงานหนัก อาหารในกลุ่มนี้ได้แก่ ไข่ เนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์นม โดยต้องกินปริมาณโปรตีนตามที่แพทย์กำหนด
          ควรรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และไข่ อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของโปรตีนที่ได้รับต่อวัน (ควรงดไข่แดงเมื่อระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูง)
          ควรเลือกเนื้อสัตว์สด ไขมันต่ำ คลอเลสเตอรอลต่ำและไม่ผ่านการแปรรูป เช่น เนื้อปลา ควรหลีกเลี่ยง เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ไต ตับอ่อน ปลาเค็ม ปูเค็ม กั้งดอง อาหารหมักดอง เช่น ปลาส้ม แหนม เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น หมูแฮม กุนเชียง ไส้กรอก หมูยอ หมูสามชั้น สันคอหมู ขาหมูส่วนที่มีมัน เป็นต้น