กระแจะ หรือ พญายา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson อยู่ในวงศ์ RUTACEAE และมีชื่ออื่นๆ คือ กะแจะตะนาว ขะแจะ ตุมตัง พญา มีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก กิ่งก้านมีหนาม ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับรูปวงรีแกมไข่กลับ ก้านใบแผ่เป็นปีก ดอกช่อออกที่ซอกใบ ผลรูปทรงกลมออกเป็นพวง พบได้ทั่วไปในป่าเบญจพรรณ
พญายา เป็นสมุนไพรที่หมอยาอีสานใช้มากตัวหนึ่ง ในตำรายาอีสานจึงมีชื่อของพญายาปรากฏให้เห็นอยู่เสมอในตำราใบลานอีสาน พญายาขึ้นอยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย ถือว่าเป็นสมุนไพรเก่าแก่ ในภาคอื่นๆ มักรู้จักกันดีในชื่อ กระแจะ หรือกระแจะตะนาว เนื่องจากบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีเป็นแหล่งของสมุนไพรชนิดนี้ ชาวตะนาวจะมีความเชี่ยวชาญเรื่องเครื่องยาหอมและมีชื่อเสียงมาแต่อดีต นอกจากนี้ กระแจะตะนาว ยังเป็นส่วนผสมสำคัญของ
ดินสอผงวิเศษ ซึ่งจะนำไปเขียนอักขระในการสร้างพระเนื้อผงของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ผู้ที่ได้รับการยกย่อง ว่าเป็นผู้สร้าง "สูตรนิยม" หรือ "สูตรครู" ในการสร้างพระเนื้อผง และในมวลสารของพระเครื่องที่สมเด็จโตสร้าง ดินสอผงวิเศษนั้นจะมีกระแจะตะนาวอยู่ด้วย
ดินสอผงวิเศษ ซึ่งจะนำไปเขียนอักขระในการสร้างพระเนื้อผงของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ผู้ที่ได้รับการยกย่อง ว่าเป็นผู้สร้าง "สูตรนิยม" หรือ "สูตรครู" ในการสร้างพระเนื้อผง และในมวลสารของพระเครื่องที่สมเด็จโตสร้าง ดินสอผงวิเศษนั้นจะมีกระแจะตะนาวอยู่ด้วย
ในอดีต คนไทยแถบสุโขทัยเรียกกระแจะว่า ตุมตัง ซึ่งจะถูกนำมาบดรวมกับเครื่องหอมจนได้เป็น "กระแจะจันทน์" เครื่องหอมประทินผิวที่มักวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งของสาวไทยในอดีต ทุกส่วนของกระแจะมีกลิ่นหอม มีสรรพคุณแก้ฝ้า แก้สิว รักษาผิวพรรณ ทำให้ผิวขาวสดใสสวยงาม โดยจะนำเปลือก เนื้อไม้ หรือราก ฝนกับน้ำหรือบดผสมกับเครื่องหอมอื่นๆ เป็นแป้งผัดหน้า ทำให้หน้าผุดผ่องเป็นยองใย ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยโดยแกะรอยจากภูมิปัญญาชาวบ้านพบว่า กระแจะ มีฤทธิ์ในการป้องกันแสง UV สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์กันแดดได้ และด้วยความหอมของกระแจะ ทำให้คนไทยในแถบอีสานใต้ใช้ทำเป็นธูป โดยใช้กิ่งอ่อนบดละเอียดผสมทำธูป
นอกจากนี้ หมอพื้นบ้านยังใช้ใบสดตำให้แหลกแช่เหล้าพอท่วม เอาน้ำยาทาแก้ปวดฟัน ทากันยุง และยังใช้ใบผสมใส่ในลูกประคบ เข้าตำรับยาแก้ไอ แก้พยาธิตัวจิ๊ด เป็นต้น








0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น